วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

สมาธิภาวนาในขณะทำงาน แนวทางการปฏิบัติของ..หลวงพ่อชา สุภทฺโท



สมาธิภาวนาในขณะทำงาน 

แนวทางการปฏิบัติของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท

บ่อยครั้งที่ญาติโยมมากราบ หลวงพ่อชา สุภทฺโท เพียงเพราะอยากได้ “ของดี” เช่น วัตถุมงคล หรือไม่ก็อยากฟังเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ชาตินี้ชาติหน้า ฯลฯ บางคนก็หวังเพียงแค่อยากได้ “บุญ” ที่ได้มากราบท่าน แต่หลวงพ่อมักให้ธรรมแก่เขาไป รวมทั้งชวนเขาทำสมาธิภาวนาด้วย แต่หลายคนไม่สนใจ เหตุผลหนึ่งที่คนมักอ้างกันก็คือ ไม่มีเวลา

” แล้วมีเวลาหายใจหรือเปล่าล่ะ” ท่านถามเขากลับไป

ถ้ามีเวลาหายใจก็ย่อมมีเวลาทำสมาธิภาวนา เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน อันที่จริงการหายใจนั้นไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเลย เพราะเราทำตลอดเวลาที่ทำงานอื่นอยู่แล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สมาธิภาวนาโดยเฉพาะการเจริญสติ ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถทำพร้อมไปกับงานอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องหาเวลาเฉพาะสำหรับกิจด้านนี้

นั่นเป็นเหตุผลข้อหนึ่งว่า แม้หลวงพ่อจะให้ความสำคัญกับสมาธิภาวนา แต่กิจวัตรอย่างหนึ่งของวัดหนองป่าพงก็คือการทำงานร่วมกัน ไม่เว้นแม้แต่การใช้แรงงาน คราวหนึ่งขณะที่พระเณรทั้งวัดกำลังขนดินขึ้นไปใส่สนามหญ้ารอบโบสถ์ โดยมีหลวงพ่อยืนสั่งงานอยู่ มีหนุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินมาเห็นเข้า จึงมายืนดูอยู่ใกล้ ๆ แต่กิริยาท่าทางไม่ค่อยสุภาพอ่อนน้อมเท่าไรนัก มีคนหนึ่งถามท่านห้วน ๆ ว่า

“ทำไมท่านไม่พาพระ-เณรนั่งสมาธิ ชอบพาทำงานอยู่เรื่อย”

“นั่งมากมันขี้ไม่ออกว่ะ” คือคำตอบของหลวงพ่อ

วัยรุ่นกลุ่มนั้นรู้สึกงุนงงต่อคำตอบของท่าน แล้วท่านก็ยกไม้เท้าชี้ไปยังชายหนุ่มผู้นั้นก่อนที่จะพูดต่อว่า

ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที


“ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง และทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที อย่างนี้จึงจะถูก กลับไปเรียนมาใหม่ นี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริง อย่าพูด มันจะขายขี้หน้าตัวเอง”

สมาธิภาวนาไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาอยู่คนเดียว แต่หมายถึงการฝึกอบรมจิตให้งอกงาม มีสติ สมาธิ เมตตาและปัญญา เป็นต้น ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็ล้วนเป็นโอกาสสำหรับการฝึกอบรมจิตทั้งสิ้น หากไม่เข้าใจแก่นแท้ของสมาธิภาวนาก็ย่อมคิดไม่ต่างจากวัยรุ่นกลุ่มนี้

หากอยากทราบสาเหตุที่หลวงพ่อชา เน้นสมาธิภาวนากับกิจวัตรประจำวัน ต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระหนุ่ม หลวงพ่อชา สุภทฺโท ได้ใช้เวลาหลายปีในการเสาะหาครูบาอาจารย์ผู้รู้แจ้งในธรรม ท่านเคยเดินธุดงค์จากลพบุรีไปยังนครพนมเพื่อศึกษาธรรมะจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต แม้มีเวลาฟังธรรมโอวาทจากท่านเพียงแค่สามวัน แต่ก็บังเกิดความอิ่มเอิบในธรรมอย่างยิ่ง มีกำลังใจในการปฏิบัติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ในพรรษาที่เก้าท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่กินรี จนฺทิโยที่นครพนม หลวงปู่กินรีเป็นพระวิปัสสนาจารย์ซึ่งเปี่ยมด้วยภูมิธรรมและมีประสบการณ์การภาวนาตามป่าเขาอย่างโชกโชน เมื่อท่านชราภาพได้มาเป็นหลักเป็นประธาน ณ วัดป่าหนองฮี

ในพรรษานั้น พระภิกษุชาทำความเพียรอย่างไม่ลดละ เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ย่อท้อต่อแดดฝนหรืออุปสรรคใด ๆ จนพื้นดินเป็นร่องลึก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังความสงสัยแก่ท่านมากก็คือ หลวงปู่กินรีนั้นกลับไม่ค่อยเดินจงกรม นั่งสมาธิ วันหนึ่ง ๆ ท่านเห็นหลวงปู่เดินเพียงไม่กี่เที่ยว เวลานอกนั้นท่านทำกิจอื่น เช่น เย็บผ้า ปะจีวร ดูท่านมีงานจิปาถะทั้งวัน

เมื่อเห็นเช่นนี้ พระภิกษุชาจึงคิดในใจว่า 

“ครูบาอาจารย์จะไปถึงไหนกัน เดินจงกรมก็ไม่เดิน นั่งสมาธินาน ๆ ก็ไม่เคยนั่ง คอยแต่ทำนั่นทำนี่ตลอดทั้งวัน แต่เรานี่ปฏิบัติไม่หยุดเลย ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้ไม่เห็นอะไร ส่วนหลวงปู่ปฏิบัติแค่นั้นจะเห็นอะไร”

บทเรียนที่ท่านได้จากประสบการณ์


แต่หลังจากที่ได้อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่นาน ๆ และได้ฟังธรรมอันลุ่มลึกจากท่าน พระภิกษุชาก็รู้ว่าเป็นความเขลาของท่านเองที่คิดเช่นนั้น ท่านพูดถึงบทเรียนที่ท่านได้จากประสบการณ์ครั้งนั้นว่า

“เรามันคิดผิด หลวงปู่ท่านรู้อะไร ๆ มากกว่าเราเสียอีก คำเตือนของท่านสั้น ๆ และไม่ค่อยมีให้ฟังบ่อยนัก เป็นสิ่งที่ลุ่มลึกแฝงไว้ด้วยปัญญาอันแยบคาย ความคิดของครูบาอาจารย์กว้างไกลเกินปัญญาเราเป็นไหน ๆ ตัวแท้ของการปฏิบัติคือความพากเพียร กำจัดอาสวกิเลสภายในใจ ไม่ใช่ถือเอากิริยาอาการภายนอกของครูบาอาจารย์เป็นเกณฑ์”

ท่านมาได้ตระหนักชัดอีกครั้งว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่อยู่ที่การวางใจให้ถูกต้อง ไม่ว่าทำอะไรก็สามารถเป็นการภาวนาได้

คราวหนึ่งพระภิกษุชานั่งปะชุนจีวรที่ขาดวิ่น ใจนั้นนึกถึงการภาวนาอยู่ตลอดเวลา อยากรีบปะชุนให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อจะได้ไปภาวนาต่อ ขณะนั้นเองหลวงปู่กินรีเดินผ่านมา สังเกตเห็นอาการของพระหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า

“ท่านชา จะรีบร้อนไปทำไมเล่า”

“ผมอยากให้เสร็จเร็ว ๆ ครับหลวงปู่”

“เสร็จแล้วท่านจะทำอะไรล่ะ”

“จะไปทำอันนั้นอีก”

“ถ้าเสร็จอันนั้นแล้ว ท่านจะทำอะไรอีกล่ะ”

“ผมก็จะทำอย่างอื่นอีก”

“เมื่อทำอย่างอื่นเสร็จแล้ว ท่านจะไปทำอะไรอีกเล่า”

เมื่อเห็นว่าใจของพระภิกษุชาไม่ได้อยู่กับงานที่กำลังทำ แต่คิดถึงงานชิ้นอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหน้า และรีบร้อนจะทำให้เสร็จไว ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปภาวนาต่อ หลวงปู่กินรีจึงเตือนพระหนุ่มว่า

“ท่านชา ท่านรู้ไหม นั่งเย็บผ้าผืนนี้ก็ภาวนาได้  ท่านดูจิตตัวเองซิว่าเป็นอย่างไร แล้วก็แก้ไขมัน ท่านจะรีบร้อนไปทำไมเล่า ทำอย่างนี้เสียหายหมด ความอยากมันเกิดขึ้นท่วมหัว ท่านยังไม่รู้เรื่องของตนอีก”

คำพูดของหลวงปู่กินรีกระตุกใจของพระภิกษุชาอย่างแรงทำให้ท่านได้สติและเกิดความเข้าใจชัดเจนว่า ไม่ว่าอยู่ที่ไหนทำอะไร ก็ภาวนาได้ทั้งนั้น ขอให้หมั่นดูใจของตนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นี้เป็นบทเรียนที่ประทับใจท่านมาก และถือเป็นหลักปฏิบัติของท่านตลอดมา

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อท่านได้กลายเป็นพระวิปัสสนาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ หากฆราวาสคนใดบอกท่านว่า ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ท่านก็จะถามกลับว่า “แล้วมีเวลาหายใจหรือเปล่าล่ะ”

===============================
ที่มา 
ลำธารริมลานธรรม 2 รวมเกร็ดชีวิตและปฏิปทาของพระดีพระแท้ 
โดย พระไพศาล วิสาโล
===============================

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น