วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

นิมิตสมาธิ..สาธยายธรรม พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม


ในเวลานั่งสมาธิภาวนา จิตตกลงสู่ภวังค์แล้วเผลอสติ บังเกิดนิมิตเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นก็มี หรือไม่เผลอสติ จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ ย่อมมีนิมิตต่างๆ บังเกิดขึ้น ปรากฏเห็นชัด ในจักขุทวาร มโนทวาร

นักปฏิบัติบางจำพวก กระทำปุพพภาค แห่งการปฏิบัติ เบื้องต้น ไม่ถูกต้อง จะกระทำโลกุตระให้แจ้งก็ทำไม่ได้

เมื่อนั่งสมาธิภาวนา ได้แต่เพียงนิมิตสมาธิภาวนา คือได้เห็นนิมิตต่างๆ มาปรากฏ ในจักขุทวาร มโนทวาร เท่านั้นก็ดีใจ บังเกิดถือทิฐิมานะ ว่าตนได้รู้ ได้เห็น และได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษชั้นนั้นๆ
..
ไม่รู้เลยว่าตนเป็นผู้หลงติดข้องอยู่ในชั้นโลกีย์ ไม่ใช่ชั้นโลกุตระ นักปฏิบัติ ผู้ที่มีปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้น ได้กระทำถูกต้องแล้ว เมื่อนั่งสมาธิภาวนาจิตตกลงสู่ภวังค์ บังเกิดมีนิมิตขึ้นก็ดีหรือจิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ อันใดอันหนึ่ง บังเกิดมีนิมิต ปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร ย่อมไม่ดีใจ เสียใจ คือไม่ยินดียินร้าย ในนิมิตนั้นๆ ย่อมเป็นผู้มีสติทำจิตเป็นสมาธิตลอดไป

• พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม •


*************************
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น

ถกเถียงกันมานานนับทศวรรษ เกี่ยวกับปริศนาที่ว่า "ใครกันแน่เป็นผู้แต่งคาถาชินบัญชร"


ถกเถียงกันมานานนับทศวรรษ
เกี่ยวกับปริศนาที่ว่า ใครกันแน่เป็นผู้แต่งคาถาชินบัญชร 

ระหว่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสีแห่งวัดระฆังโฆษิตาราม กับพระมหาเถระผู้เชี่ยวชาญบาลีปกรณ์รูปหนึ่งจากเชียงใหม่

*****************************

กรณีของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นั้น ภายหลังเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า ท่านเป็นเพียงผู้นำคาถาชินบัญชรมาเผยแพร่ให้ผู้คนรู้จักเท่านั้น ทว่า มิได้เป็นผู้เริ่มต้นรจนา

ดังที่บันทึกไว้ว่า ท่านได้ไปสวดคาถานี้ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีรับสั่งว่าถ้อยคำไพเราะดี ทรงซักถามว่า “ขรัวโตได้มาจากไหน แต่งเองหรือเปล่า”

ท่านถวายพระพรตอบว่า “หามิได้ เป็นสำนวนเก่าของเมืองเหนือ นำมาแก้ไขดัดแปลงใหม่ ตัดตอนให้สั้นเข้า ของลังกายาวกว่านี้”

ถ้าอย่างนั้น คำตอบก็น่าจะเบนเข็มไปที่ พระภิกษุชาวล้านนารูปหนึ่ง ในยุคทองสมัยพระเจ้าติโลกราชหรือเช่นไร เนื่องจากเป็นยุคสมัยที่มีการสนับสนุนให้พระเถระหลายร้อยรูปเดินทางไปศึกษาพระไตรปิฎกที่ลังกา ครั้นกลับมาแล้วต่างแข่งขันกันรจนาบาลีปกรณ์อย่างเอิกเกริก จนกิตติศัพท์ขจรขจายไกลไปถึงพม่า กรุงศรีอยุธยา สิบสองปันนา และล้านช้าง ทำให้เมืองเหล่านั้นต้องขอคัมภีร์ภาษาบาลีที่จารโดยพระภิกษุล้านนาไปศึกษา

ผู้รู้บางคนกล้าฟันธงว่า สำนวนร้อยกรองสุดยอดเช่นนี้ จะเป็นพระภิกษุรูปอื่นใดไปไม่ได้นอกเสียจาก “พระสิริมังคลาจารย์” ปราชญ์เอกแห่งล้านนา ผู้ฝากผลงานคลาสสิคไว้แก่แผ่นดินถึง 4 เรื่อง ได้แก่ มังคลัตถทีปนี เวสสันตรทีปนี จักกวาฬทีปนี และสังขยาปกาสกฎีกา

พระสิริมังคลาจารย์ เป็นผู้รจนาคาถาชินบัญชรจริงล่ะหรือ?

หากเป็นผลงานของท่านแล้วไซร้ ไฉนเลยจึงไม่ใส่ชื่อไว้ให้เป็นอมตะเหมือนดั่งผลงานชิ้นเอกอุอื่นๆ เล่า
พระสิริมังคลาจารย์ แห่งเชียงใหม่ หรือ พระชัยมังคละ แห่งลำพูน ?

โปรดสังเกตชื่อของพระภิกษุทั้งสองรูปนี้ให้ดี ว่ามีความละม้ายคล้ายคลึงกันทีเดียว
กล่าวคือ มีคำว่า “มังคลา-มังคละ” เหมือนๆ กัน ด้วยเหตุนี้หรือไม่ที่ชาวล้านนารุ่นหลังเกิดความสับสนจดจำชื่อของผู้รจนาคาถาชินบัญชรผิด จาก “พระชัยมังคละ” กลายมาเป็นการยกผลประโยชน์ให้ “พระสิริมังคลาจารย์”

ยิ่งรูปหลังนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับสากลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเบียดบังชื่อของพระชัยมังคละให้ลบเลือนหาย

พระชัยมังคละ คือใคร เป็นผู้รจนาพระคาถาชินบัญชรจริงหรือ ทำไมคนทั่วไปไม่รู้จัก?
พระชัยมังคละเป็นพระมหาเถระชาวเมืองหริภุญไชย ในปี พ.ศ.1981 ท่านได้จารคัมภีร์ใบลานด้วยอักษรธรรมล้านนา (ตั๋วเมือง) ไว้ฉบับหนึ่ง ถือว่าเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด สามารถใช้เป็นเครื่องยุติปริศนาข้อที่ว่า ใครรจนาพระคาถาชินบัญชรได้ชะงัดนัก

คัมภีร์ดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของ “อาจารย์ศรีเลา เกษพรหม” ข้าราชการบำนาญ อดีตนักจารึกวิทยา-นักภาษาโบราณแห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เนื้อหาในคัมภีร์กล่าวถึง การเดินทางไปกราบนมัสการพระเขี้ยวแก้วหรือพระทันตธาตุที่เมืองลังกา ณ ที่นั้น พระชัยมังคละได้พบกับครูบานักปราชญ์ชาวลังการูปหนึ่ง ซึ่งได้มอบ “คาถาชัยบัญชร” (คนไทยเรียกชินบัญชร) จำนวน 14 บท พร้อมด้วยประวัติความเป็นมาของการแต่งอีกด้วย

เมื่อพระชัยมังคละเดินทางกลับมาลำพูน ได้สวดถวายแด่พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์ล้านนา ในคราวเสด็จมานมัสการพระธาตุหริภุญไชย

จากนั้นพระเจ้าติโลกราชโปรดให้นำมาเป็นคาถาสวดประจำราชสำนัก เพื่อปัดเป่าเวทมนตร์คุณไสยเสนียดยิ้มในเชียงใหม่ พร้อมให้คัดลอกเผยแผ่กระจายไปสู่วัดต่างๆ ทั่วภาคเหนือจนถึงราชสำนักอยุธยา ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ

แม้แต่ในยุคที่บุเรงนองตีล้านนาแตก แล้วให้โอรสผู้มีนามว่า นรธามังช่อ (อโนรธา) ปกครองเชียงใหม่นั้น ทั้งบุเรงนองและอโนรธา ต่างก็นำคาถาชัยบัญชรจากราชสำนักล้านนา มาท่องเป็นคาถาสวดคู่กายในยามออกรบแทนคำสวดมนตรยานดั้งเดิมแบบพม่า

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี
นำพระคาถาชินบัญชรมาจากไหน?


เป็นที่แน่นอนแล้วว่า คาถาชินบัญชร มีต้นกำเนิดมาจากลังกา และได้เข้าสู่แผ่นดินสยามครั้งแรกที่เมืองลำพูน จากนั้นก็เผยแพร่ไปยังเมืองต่างๆ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรํสี ชาตะในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2331 แสดงว่า คาถาชินบัญชร ที่สมเด็จโตวัดระฆัง สวดตลอดชีวิตนั้น มีมาก่อนแล้ว 350 ปี โดยเอาศักราช 1981 เป็นตัวตั้ง หรือหากนับจนถึงปัจจุบัน คาถาชินบัญชรก็มีอายุครบ 574 ปี

คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ในเมื่อไม่ได้แต่งเอง แล้วท่านไปนำคาถานี้มาจากใคร ที่ไหน อย่างไร?
เมื่อศึกษาปูมหลังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) แล้วพบว่าท่านบรรพชาเป็นสามเณรน้อยด้วยวัยเพียง 5 ขวบ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อนเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ ในวัย 7 ขวบ สามเณรโตออกเดินธุดงค์ไปในเขตวัดร้างเมืองกำแพงเพชร อันเป็นถิ่นกำเนิดเมืองมารดาของท่านซึ่งเป็นชาวเหนือ มีชื่อว่า นางเกตุ หรือเกสรคำ

ณ เจดีย์ร้างแห่งหนึ่งใกล้ถ้ำอิสีคูหาสวรรค์ ที่เมืองกำแพงเพชรนั้นเอง สามเณรโตได้พบซากคัมภีร์เก่าชำรุด ร้อยเรียงเรื่อง คาถาชัยบัญชร เขียนเป็นภาษาบาลี ด้วยตัวอักษรธรรมล้านนา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านต้องหันมาศึกษาภาษาบาลี และอักขระล้านนาตั้งแต่ยังเป็นเณรน้อยอย่างแตกฉาน

ด้วยเหตุที่คัมภีร์ฉบับนั้นไม่ระบุนามผู้รจนา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) จึงมิอาจอ้างอิงชื่อผู้ประพันธ์ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบได้ เมื่อกาลเวลาผ่านผัน คนทั่วไปไม่รู้ที่มาที่ไป ก็ยิ่งคิดกันเอาเองว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) คือผู้แต่งพระคาถาชินบัญชรนั้น

ปฐมเหตุแห่งการแต่งคาถาชินบัญชรในลังกา


เนื้อหาจากใบลานที่จารโดยพระชัยมังคละ ซึ่ง อาจารย์ศรีเลา เกษพรหม ได้ถอดความปริวรรตนั้น กล่าวถึงปฐมเหตุแห่งการแต่งคาถาชินบัญชรในประเทศลังกาไว้อย่างละเอียดว่า

เริ่มจากการที่มีพระราชาของลังกาอยู่องค์หนึ่ง ได้ถูกโหรหลวงทำนายทายทักว่าดวงชะตาของพระโอรสเมื่อมีอายุครบ 7 ปี 7 เดือน ในวันใด ราชกุมารจักถึงฆาตด้วยถูกอัสนีบาต ในช่วงแรกๆ พระราชารู้สึกว่าเป็นเรื่องงมงาย ไร้สาระไม่ทรงเชื่อมากนัก

แต่ครั้นเมื่อพระโอรสอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 7 กำลังน่ารักน่าชัง พระราชาพลันเกิดความกังวลและเริ่มกลัวคำทำนาย

เมื่อนำข้อปริวิตกไปปรึกษากับพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ ให้ช่วยกันหาทางหลีกเลี่ยงภยันตรายอันจะเกิดขึ้นแก่พระโอรสในอีกไม่ช้า พระมหาเถระลังกาจำนวน 14 รูปจึงได้ประชุมตกลงกันคิดหาหนทางอาราธนาพระพุทธคุณของพระอดีตพุทธ 28 พระองค์ พร้อมกับพระธรรมเจ้า 9 ประการ และบารมีธรรมของพระอรหันตสาวกที่เป็นเอตทัคคะในด้านต่างๆ ให้มาประมวลรวมกันทั้งหมด จนเกิดความขลังสร้างพลังในการปกป้องคุ้มภัยให้แก่ราชบุตร

จากนั้นจึงวางแผนแบ่งหน้าที่ช่วยกันรจนาคาถารูปละ 1 บทรวมเป็น 14 บท เนื่องจากสถานที่รวมตัวกันประพันธ์บทคาถานั้น อยู่ในพระมหาปราสาทชั้นที่ 7 ของพระราชา ตั้งอยู่ใกล้กับ “ปล่องเบ็งชร” (คูหาที่เปิดเป็นช่องหน้าต่าง) คาถานั้นในลังกาจึงมีชื่อเรียกว่า “ชัยบัญชร” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “ชินบัญชร” โดยเชื่อกันว่าเป็นคำที่บัญญัติขึ้นใหม่โดยสมเด็จโตวัดระฆังฯ

ในเมื่อคนทั่วไปไม่ทราบที่มาของชื่อนี้ จึงพยายามให้คำนิยามว่า “ชิน หรือ ชินะ” คือชัยชนะของพระชินเจ้า

(เมื่อเปรียบเทียบกับคำเดิมคือ “ชัย” พบว่า “ชิน” มีความหมายลึกซึ้งกว่า) ส่วน “บัญชร” ถูกตีความเป็น ซี่กรงของหน้าต่าง อุปมาอุปไมยดั่งแผงเหล็กหรือเกราะเพชรอันแข็งแกร่งที่ช่วยปกป้องคุ้มกันภยันตรายจากศัตรูหมู่มารทั้งปวง ถือว่าการตีความของคนรุ่นหลังนี้ล้ำลึกไม่เบา

ครั้นแต่งคาถาเสร็จแล้ว พระมหาเถระทั้ง 14 รูปได้มอบให้พระโอรสนำเอาไปท่องบ่นทุกวันจนจำให้ขึ้นใจ
กระทั่งเมื่อถึงวันครบกำหนดคือพระโอรสมีอายุ 7 ปี 7 เดือน พอดิบพอดี ได้เกิดสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางกรุงลังกาอย่างรุนแรงจริงๆ แต่ไม่ตกต้ององค์พระโอรส กลับแฉลบไปผ่าลงเอาหินก้อนหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของพระราชวัง

เป็นที่ร่ำลือกันทั่วลังกา ว่าเพราะพระโอรสได้ท่องบ่นคาถา “ชัยบัญชร” อย่างอุกฤษฏ์ตลอดระยะเวลาหลายเดือนนั่นเอง จึงแคล้วคลาดจากเคราะห์กรรมไปได้ราวปาฏิหาริย์

น่าเสียดายที่ไม่มีการระบุปีศักราชของเหตุการณ์ รวมทั้งพระนามของกษัตริย์และพระโอรสคู่นั้น เราจึงไม่อาจทราบได้ว่าจุดเริ่มต้นของคาถาชัยบัญชรในลังกานั้นมีขึ้นยุคใด สมัยราชวงศ์อนุราธปุระ หรือโปลนนารุวะ ก่อนหน้าการเดินทางไปศึกษาพระธรรมของพระชัยมังคละนานมาแล้วกี่ร้อยปี

แต่ที่แน่ๆ คาถานี้เกิดขึ้นมาเพื่อหาทางแก้หนักให้เป็นเบา จากคำทำนายของโหรหลวงในราชสำนักลังกา มิได้เกิดจากพุทธวัจนะของพระพุทธเจ้า

***********************************
ที่มา ไขปริศนา ใครรจนา “คาถาชินบัญชร”
โดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์ คอลัมน์ ปริศนาโบราณคดี
ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1639 หน้า 76

พระคาถาชินบัญชร ( สำหรับสวด )

ชมผ่านแอพ Youtube คลิก : www.youtube.com/watch?v=vZ4363ai2lQ

ตั้งนะโม 3 จบ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
---------------------------------------
ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา

อิติปิโสภะคะวา ยะมะ ราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
----------------------------------------
๑. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

๒. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา.

๓. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

๔. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก.

๕. ทักขิเณสะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

๖. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว.

๗. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก
โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร.

๘. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ อุปาลี นันทะสีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ตีละกา มะมะ.

๙. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอตาสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเต เชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

๑๐. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง.

๑๑. ขันทะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา.

๑๒. ชินาณา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลังกะตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชณัตตุปัททะวา.

๑๓. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

๑๔. ชินะปัญชะระมัชณัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล
สะทา ปาเลน ตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

๑๕. อิจเจวะมันโต สุคุโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.
 
 


พระคาถาชินบัญชร ( ความหมาย )


๑.พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลายผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรส คืออริยสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

๒. มี ๒๘ พระองค์ คือ พระผู้ทรงพระนามว่าตัณหังกรเป็นอาทิ พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

๓.ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

๔.พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

๕. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

๖. มุนีผู้ประเสริฐ คือ พระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ ดังพระอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

๗. พระเถระกุมารกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

๘. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฎเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

๙. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยและเป็นพระโอรสเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัยแต่ละองค์ล้วนรุ่งเรืองไพโรจน์ ด้วยเดชแห่งศีล ให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

๑๐. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตร อยู่เบื้องหลัง

๑๑. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

๑๒. อนึ่งพระชินพุทธเจ้าทั้งหลายนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิดมีศีลาทิคุณอันมั่นคง คือสัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

๑๓. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตะชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใด ๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชร แวดวงกรงล้อมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายในอันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

๑๔. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้นจงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้นท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

๑๕. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวง ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติและรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญ ฯ

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

พระอริยเจ้าเหนือโลก..กูไม่มีอดีต กูมีแต่ปัจจุบันและอนาคต ย้อนรอยตำนานอมตะ ปริศนาธรรม "หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา"



พระอริยเจ้าเหนือโลก..กูไม่มีอดีต กูมีแต่ปัจจุบันและอนาคต..

ย้อนรอยตำนานอมตะ ปริศนาธรรม ทองหนึ่ง!!
"สมเด็จพระบรมครู หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา"
ตำนานเล่าขานหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา

พระเถราจารย์ผู้มีตบะบารมีแก่กล้าแห่งเมืองลพบุรี
หลวงพ่อกบ




หลวงพ่อกบ เป็นใคร  มาจากไหน  

เป็นลูกเต้าเหล่าใคร  ไม่มีใครรู้แน่ชัด เพราะท่านไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังแม้แต่คนเดียว ใครถามมักตอบเพียงว่า “กูไม่มีอดีต กูมีแต่ปัจจุบันและอนาคต" และหากใครถามถึงอายุ ท่านจะว่า “กูจำไม่ได้" แล้วไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย

คนใกล้ชิดและคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเขาสาริกาเล่าว่า หลวงพ่อกบ น่าจะเป็นพระธุดงค์ ท่านมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว คาดว่าน่าจะมีเชื้อสายจีน ท่านเดินด้วยเท้าเปล่ามาจากไหนไม่มีใครเห็น คาดว่ามาจากทางแม่น้ำน้อยหรือทางทิศตะวันตกของ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี มีท่าทีประหลาดไม่เหมือนพระทั่วไป ชาวบ้านพบครั้งแรกในสภาพนุ่งห่มจีวรเก่าคร่ำคร่า แบกไม้คานหาบกระบุงเปล่าไว้บนบ่า ๒ ใบ เดินผ่านมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชาวบ้านร้องทักว่า “หลวงพ่อหาบกระบุงเปล่าไปทำไม” ท่านก็พูดว่า “กูหาบมาใส่เงินใส่ทองโว้ย”ว่าแล้วก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปพำนักในวัดเขาสาริกา หมู่๖ต.สนามแจง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดเก่า ๆ เกือบจะเป็นวัดร้าง ราวปี พ.ศ. ๒๔๓๐

หลวงพ่อกบมาถึงวัดเขาสาริกาไม่พูดจากับใคร นั่งบำเพ็ญเพียรภาวนา เจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเดียว ไม่ทำความรู้จักกับใครทั้งนั้น แม้พระภิกษุด้วยกันในวัดก็ไม่เคยพูดด้วย ท่านฉันภัตตาหารแต่น้อยไม่กี่คำก็เลิก ข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมนำมาถวายก็โกยมากองรวมกันโยนให้สุนัขและแมวกินเป็นประจำ ใครนำเงินทองมาถวายก็โยนเข้ากองไฟหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

แรก ๆ หลวงพ่อกบนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัดเขาสาริกา ตากแดดตากฝนอยู่เพียงลำพัง ชาวบ้านสงสารปลูกเพิงพักหลังคามุงแฝกหลังเล็ก ๆ ให้พอหลบแดดฝน ท่านก็ไม่ว่าหรือทักท้วงอะไร ยอมขึ้นไปพำนักในเพิงพักโดยดี


นานหลายปีที่หลวงพ่อกบนั่งบำเพ็ญเพียรเพียงรูปเดียวอยู่เช่นนั้น ก็เริ่มมีคนต่างถิ่นและคนแปลกหน้าเดินทางมากราบไหว้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์เล่าเรียนวิปัสสนากัมมัฏฐานที่วัดเขาสาริกามากขึ้นทุกที สร้างความแปลกใจให้ชาวบ้านและพระในวัด เพราะท่านไม่เคยออกจากวัดไปไหน สอบถามทุกคนจะตอบว่า “เคยใส่บาตรกับท่าน รู้สึกศรัทธาก็เลยมาหา" บางคนมาจากเชียงใหม่บ้าง กรุงเทพฯบ้าง สุราษฎร์ธานีหรือภูเก็ตก็มี ไม่เว้นแม้สงขลา ยะลา ปัตตานี ยิ่งทำให้ชาวบ้านกังขามากขึ้น ซึ่งนับวันผู้คนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ท่านก็ไม่ค่อยพูดกับใครเหมือนเดิม ยกเว้นลูกศิษย์ใกล้ชิดไม่กี่คน

ต่อมาเพิงหลังคามุงแฝกของหลวงพ่อผุพังลง ลูกศิษย์และชาวบ้านที่ศรัทธารวบรวมเงินบริจาคสร้างกุฏิไม้ถวาย ๑หลัง มีขนาดกว้างขวางกว่าเดิม ใช้เป็นที่พำนักของหลวงพ่อและลูกศิษย์ที่บ้านอยู่ไกล เผื่อเดินทางมาหาหลวงพ่อจะได้ไม่ลำบากเรื่องที่นอน

นับวันวัดเขาสาริกาจะกลายเป็นศูนย์รวมผู้ศรัทธาในตัวหลวงพ่อ ทำให้ถูกทางการสมัยนั้นจับตามองกล่าวหาว่าเป็นแหล่งมั่วสุมผู้คน พ.ศ. ๒๔๕๐ ทางการส่งเจ้าหน้าที่มาสอบถามและตรวจสอบ แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย พบเพียงผู้คนมาปฏิบัติธรรมและไม่ได้เป็นที่ซ่องสุมผู้คนจึงกลับไป

ต่อมามีคณะพระผู้ใหญ่เดินทางมาหา หลวงพ่อกบ อีกครั้ง เพื่อสอบสวนประวัติความเป็นมา เนื่องจากกลัวเป็นพวกลัทธิใหม่หรือพวกนอกรีต เนื่องจากพฤติกรรมของท่านค่อนข้างประหลาดไม่เหมือนพระทั่วไป แต่ท่านไม่ยอมบอกว่าเป็นใครและใครเป็นพระอุปัชฌาย์ จึงมีการทดสอบความรู้เรื่องธรรมะกันขึ้น ไม่ว่าจะถามเรื่องอะไร ในพระไตรปิฎกเล่มไหน หน้าอะไร หัวข้อเท่าไหร่ หลวงพ่อกบตอบถูกทั้งหมดและท่านถามกลับไปว่า “หัวใจของพระพุทธศาสนาคืออะไร”ปรากฏว่าไม่มีใครหรือพระเถรผู้ใหญ่ตอบได้แม้แต่รูปเดียว เงียบกันหมด ท่านจึงเฉลยให้ฟังว่าหัวใจพุทธศาสนาก็คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา”เพราะเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์




หลวงพ่อกบมรณภาพและสังขารในวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๔๙๗ ท่ามกลางความเศร้าโศกของศิษยานุศิษย์ทั่วหน้า และน่าแปลกใจที่ว่าเช้าวัดถัดไปคือวันที่ ๑๘ ธ.ค. หลวงพ่อโอภาสีเดินทางมาถึงวัดเขาสาริกาเพื่อมาเป็นธุระในการทำพิธีฌาปนกิจศพของหลวงพ่อกบ ผู้เป็นอาจารย์ เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความงุนงงให้ผู้คนและลูกศิษย์ เนื่องจากสมัยก่อนการสื่อสารไม่รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน การส่งข่าวไปหากันแต่ละครั้งใช้เวลาหลายวัน บ่งบอกได้ว่า หลวงพ่อโอภาสี ก็เป็นพระอภิญญาเหมือนอาจารย์ทุกประการ เพราะสามารถหยั่งรู้ความเป็นไปในโลกและรับรู้ว่าอาจารย์ละสังขารแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ที่มาของชื่อ “หลวงพ่อกบ"

ชั่วชีวิตของ หลวงพ่อกบ ท่านไม่เคยบอกว่าชื่ออะไร มาจากไหน  เป็นลูกเต้าเหล่าใคร  เกิดเมื่อไหร่  บวชเมื่อไหร่  ใครเป็นพระอุปัชฌาย์  ลูกศิษย์ลูกหาจึงต้องหาชื่อมาเรียกกันไปต่าง ๆ นานา เช่น หลวงพ่อใหญ่บ้าง หลวงพ่อ เฉย ๆ บ้าง

เหรียญหลวงพ่อกบ





วันหนึ่งฝนตกหนัก ฟ้าผ่าเสียงดังและลมพายุพัดแรงมากจนกุฏิสั่นคลอน ชาวบ้านและลูกศิษย์กลัวกุฏิพังชวนท่านหนี ท่านบอกว่า “มึงกลัวอะไรกัน เดี๋ยวก็หยุดตกแล้ว" พักเดียวฝนหยุดจริง ๆ และมีเสียงกบร้องดังลั่นทุ่งนา ชาวบ้านและลูกศิษย์ดีใจพากันไปจับกบมาแกงกิน แต่ไม่เจอสักตัวเดียว หลวงพ่อเลยอาสาไปจับมาให้เอง ปรากฎว่าจับมาเต็มข้องส่งให้ไปทำกินกันและท่านกำชับว่า “กินไม่หมดให้เอาไปปล่อยอย่าให้เหลือ" แต่มีชาวบ้านและลูกศิษย์บางคนแอบใส่ไหซ่อนไว้ รุ่งเช้ามาดูกลายเป็นใบสะแกและใบไม้อื่น ๆ อีกมากมาย สร้างความตกตะลึงให้ทุกคน ต่างขนานนามของท่านว่า “หลวงพ่อกบ" ด้วยเหตุนี้

แต่ในบรรดาลูกศิษย์ใกล้ชิดที่ได้รับการสอนธรรมะมักจะเรียกท่านว่า “สมเด็จพระบรมครู" หมายถึง ครูคนแรกในการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน แต่ภายหลังกลายมาเป็น สมเด็จพระบรมครู หลวงพ่อเขาสาริกา หรือ หลวงพ่อเขาสาริกา แต่คนทั่วไปมักเรียกท่านว่า หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา จนทุกวันนี้

ปริศนาธรรม “ทองหนึ่ง"

บนกุฏิหลังใหม่ลูกศิษย์นำระฆังทองเหลืองมาถวายหลวงพ่อกบหลายใบ วันดีคืนดีท่านก็จะลุกขึ้นมาตีระฆังเสียงดังกังวาน “หง่าง หง่าง" และตะโกนว่า “ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง" และท่านชอบเขียนเลข ๑ หรือเครื่องหมาย + ตามข้าวของเครื่องใช้จนเปื้อนไปหมด
เคยมีลูกศิษย์ถามว่า “หลวงพ่อเจ้าค่ะ ทองหนึ่ง คืออะไรเจ้าค่ะ" ท่านหันมาตอบว่า “หนึ่งคือหนึ่งไม่มีสอง เปรียบเสมือนทองยังไงก็เป็นทองวันยังค่ำ" หมายถึง “ธรรมะ" หรือคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่หนึ่งในโลก ไม่ว่ากาลเวลาผ่านพ้นไปเท่าใดก็ยังคงเป็นที่หนึ่งเสมอนั่นเอง
(คำว่า “ทองหนึ่ง" มีหลายคนแปลความหมายผิดเพี้ยนคิดว่าเป็นคาถาประจำตัวของท่าน จริง ๆ แล้วเป็นปริศนาธรรมของหลวงพ่อกบ ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจาก หลวงพ่อชื้น อริยธัมโม วัดปฐมเทศนาอรัญวาสี (เขาพลอง) จ.ชัยนาท ศิษย์สายตรงของหลวงพ่อกบและศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับหลวงพ่อโอภาสี ผู้บูชาไฟเผากิเลสอาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีการเล่าขานสืบต่อกันมาในหมู่ลูกศิษย์สายเดียวกัน)

ปาฏิหาริย์แห่ง "อภิญญา"

หลวงพ่อกบท่านเป็นพระอภิญญา อุดมไปด้วยอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์และอภินิหารมากมาย วันหนึ่งท่านเห็นลูกศิษย์ของท่าน (เป็นผู้ชายไม่ทราบชื่อแน่ชัด) กำลังนั่งทุกข์ใจ เพราะมีปัญหาทางครอบครัว ทำกิจการขาดทุนสิ้นเนื้อประดาตัว หนี้สินท่วมหัว ท่านก็พูดว่า "เฮ้ย มึงจะเป็นอะไรนักหนาว่ะ อีแค่หมดตัวแค่นี้ไม่ถึงตายดอก เงินทองมันของนอกกาย ไม่ตายหาใหม่ได้ ถือว่าเป็นเวรเป็นกรรมก็แล้วกัน กูแนะนำให้มึงขึ้นไปทำมาหากินแถวภาคเหนือแล้วจะรวย" สิ้นคำหลวงพ่อ ท่านก็หันหลังไปนั่งท่องคำว่า "ทองหนึ่ง ทองหนึ่ง" ต่อไม่พูดอะไรอีกเลย ลูกศิษย์คนดังกล่าวพอได้ฟังก็ก้มกราบแทบเท้าท่านขอตัวกลับบ้าน ไปปรึกษาครอบครัวแล้วตัดสินใจขายบ้านและที่ดินย้ายไปปักหลักค้าขายที่ จ.เชียงใหม่ เวลาผ่านไป ๑ ปี เหลือเชื่อชดใช้หนี้สินได้หมดและกิจการเจริญรุ่งเรืองร่ำรวยกลายเป็นพ่อเลี้ยงเมืองเหนือ


หลังกิจการเข้าที่เข้าทางแล้ว ลูกศิษย์ก็พาครอบครัวมากราบท่านที่วัดเขาสาริกา โดยถือชะลอมใส่ลำไย ลิ้นจี่ มาถวายท่านพะรุงพะรังไปหมด ท่านเหลือบเห็นเข้าก็หัวร่อบอกว่า "อ้าว ไอ้พ่อเลี้ยงเมืองเหนือมันมาหากูว่ะ เอ้าใครอยากกินลำไย ลิ้นจี่ เอาไปแบ่งกัน เหลือให้กู ๒-๓ ลูกก็พอ" ปรากฏว่าหวยงวดนั้นออกรางวัลเลขท้าย ๒๓ อย่างน่าอัศจรรย์จนเป็นที่ฮือฮาในยุคนั้น

สอนธรรมะ "ชั่งเขา ชั่งมัน"

หลวงพ่อกบท่านชอบสอนปริศนาธรรมให้ลูกศิษย์และคนใกล้ชิดไปขบคิดกันเอาเอง อย่างเช่นวันหนึ่งท่านหยิบเขาควายและหัวมันมานั่งชั่งกิโลแล้วนั่งมองซ้ายมองขวา หยิบแล้วหยิบอีกอยู่อย่างนั้น จนลูกศิษย์เห็นเข้าถามว่า "หลวงพ่อทำอะไร" ท่านก็ตอบว่า "กูกำลังชั่งเขา ชั่งมันอยู่โว้ย อย่ามากวนใจ" ลูกศิษย์ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านี่ท่านกำลังสอนธรรมะพวกเราอยู่แน่ ๆ โดยการกระทำของท่านน่าจะหมายถึง การให้รู้จักปล่อยวางเดินตามทางสายกลาง ไม่ยึดติดด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเป็นตัวถ่วงในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานและการพิจารณาลดละกิเลสนั่นเอง

อัศจรรย์ละสังขารไปแล้วยังปรากฏกายได้


เรื่องนี้ได้รับการถ่ายทอดจากแม่ชีคนหนึ่ง (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) บนวัดปฐมเทศนาอรัญวาสี (เขาพลอง) อ.เมือง จ.ชัยนาท ราวก่อนเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๒๑ สมัยนั้น หลวงพ่อชื้น เจ้าอาวาสยังไม่มรณภาพ ทางวัดได้จัดงานขึ้น โดยมีคณะศิษย์เก่าและใหม่หลายพันคนมาร่วมงานแน่นขนัดศาลาหลังใหญ่บนเขาพลอง ระหว่างมีพิธีสวดเพื่อถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แม่ชีเกิดปวดท้องไปเข้าห้องน้ำที่ศาลาเล็กด้านหลังศาลาใหญ่ พอเสร็จธุระออกมาเห็นพระภิกษุชรา นุ่งห่มจีวรสีกรักเก่าคร่ำคร่านั่งอยู่บนโต๊ะม้าหินอ่อนข้างศาลา ๑รูป แม่ชีถามว่า "หลวงพ่อเจ้าค่ะ นิมนต์ไปศาลาใหญ่ดีกว่าเจ้าค่ะ" แต่พระภิกษุชราไม่ไป บอกเพียงว่า "ข้ามาดูเฉย ๆ ว่างานเรียบร้อยดีไหม เดี๋ยวก็ไปแล้ว" แม่ชีก็ไม่คิดอะไร ทิ้งท่านนั่งอยู่รูปเดียว รีบเข้าไปร่วมพิธีในศาลาใหญ่จนเสร็จพิธีออกมามองหาพระภิกษุชราก็ไม่เห็นแล้ว ถามใครก็ไม่มีใครรู้ จนแม่ชีด้วยกันถามว่าหาใครอยู่หรือ จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังสร้างความสงสัยให้ทุกคนว่าพระภิกษุชรามาจากไหน กระทั้งแม่ชีเหลือบไปเห็นรูปถ่ายหลวงพ่อกบประดิษฐานที่โต๊ะหมู่บูชาถึงกับเข่าอ่อน ยืนยันว่าพระภิกษุชราที่ตามหากันอยู่คือพระในรูปนั่นเอง พอหลวงพ่อชื้นทราบเรื่องเข้าก็หัวร่อบอกว่า "หลวงพ่อเขาสาริกาท่านเป็นห่วงลูกศิษย์เลยแวะมาดู ไม่มีอะไรหรอก วันหลังเดี๋ยวท่านก็มาใหม่"


เรื่องปาฏิหาริย์นี้ถูกเล่าขาน


ในหมู่ลูกศิษย์สมัยนั้นมาก จนหลวงพ่อชื้นต้องเฉลยว่า "ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะหลวงพ่อกบท่านเป็นพระอภิญญา มีกายและจิตเป็นทิพย์ สามารถไปไหนมาไหนได้ทั้ง ๓โลก (มนุษย์ สวรรค์ นรก) แม้สังขารหรือกายเนื้อท่านจะไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว แต่จิตยังสำแดงอิทธิฤทธิ์ได้ จึงปรากฏกายให้เห็นได้ เหมือนหลวงพ่อโอภาสี อาศรมบางมด ฝั่งธนบุรี"

หลวงพ่อกบเป็นพระที่แปลก 

ชั่วชีวิตของท่านไม่เคยสร้างวัตถุมงคลหรือเครื่องรางของขลังให้เช่าบูชาเหมือนเกจิอาจารย์รูปอื่น ๆ ยกเว้นท่านจะทำแจกลูกศิษย์ใกล้ชิดและผู้ศรัทธาไม่กี่คน ซึ่งมีจำนวนน้อยและเป็นวัสดุที่หาไม่ยากในท้องถิ่น หลายคนอาจไม่เคยมีโอกาสได้เห็นและนึกไม่ถึงตามคำกล่าวที่ว่า "มีเงินมีทองใช่ว่าจะครอบครองของดีกันได้ง่าย ๆ"

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้
ตำนานเล่าขานพระผู้ทรงฌาณ ครูบาอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคม
เพื่อเผยแผ่บารมีเป็นสังฆบูชา และเทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์

#หลวงพ่อกบ  #วัดเขาสาลิกา #ลพบุรี  #พระเถราจารย์

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2562

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต เทศน์เรื่อง "อานิสงส์ของการสวดมนต์"



 คำบอกเล่าจากบันทึกโบราณ     


รัชกาลที่สี่ ได้นิมนต์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน  ครั้นเวลาพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางมาจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ เรือนท่านเจ้าพระยา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้วท่านจึงเทศน์เรื่อง

“ อานิสงส์ของการสวดมนต์ ” 

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก ฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์ทรงมีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้เป็นผลให้ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า
โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี ๕ โอกาสด้วยกันคือ
๑.เมื่อฟังธรรม
๒.เมื่อแสดงธรรม
๓.เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
๔.เมื่อตรึกตรองธรรมหรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
๕.เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ         

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นที่เป็นประเพณีปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็นสองเวลานั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจที่เศร้าหมองให้หมดสิ้นไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้งสามนั่นคือ

๑.กาย สะอาดมีอาการสงบเรียบร้อยสำรวม
๒.ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
๓.วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระพุทธคุณทั้งสาม พร้อมเป็นการขอขมาในการผิดพลาดถ้าหากมี และกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุล เป็นมงคลอันสูงสุดเลยทีเดียว อาตมาภาพขอรับรองต่อท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดให้มีเสียงดังพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ
♦ จิตตน
♦ จิตอื่น

ประโยชน์ต่อจิตตน  

คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้นๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

ประโยชน์ต่อจิตอื่น

คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลด้วยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพและเทวดาที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์มีอยู่จำนวนมากมาย ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างพร้อมพรั่ง เมื่อมีเหล่าพรหมเทพและเทวดาเข้ามาห้อมล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่างๆที่ไหนก้อไม่สามารถกล้ำกรายผู้สวดมนต์ได้ ตลอดจนอาณาเขตบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งเทพพรหมและเทวดา ทั้งหลายปกป้องคุ้มครอง เป็นเกราะแก้วคุ้มภัยได้อย่างดีเยี่ยม

ดูก่อน...ท่านอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายในที่นี้  การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก้อดี ความสะดุ้งกลัวก้อดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายต่างๆ ใดๆ ก็ดี จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล...........สาธุ

=====================
ที่มา :  www.hindumeeting.com
=====================

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

บทสวดมนต์ทำวัตรเช้าแปล พร้อมวีดีโอเสียงสวดไพเราะๆ


คำบูชาพระรัตนตรัย

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ตรัสไว้ดีแล้ว

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด ปฏิบัติดีแล้ว

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอบูชาอย่างยิ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์

อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ
ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้ ที่ยกขึ้นแล้วตามสมควร

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานนานแล้ว ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ปัจฉิมา ชะนะตานุกัมปะมานะสา
ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่พวกข้าพเจ้า อันเป็นชนรุ่นหลัง

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาการ ของคนยากทั้งหลายเหล่านี้

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
เพื่อประโยชน์และความสุขแก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนานเทอญ.

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม.
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว.

ธัมมัง นะมัสสามิ
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม
(กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ.
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว

สังฆัง นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์
(กราบ)

ปุพพภาคนมการ

หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส.
เชิญเถิดเราทั้งหลาย ทำความนอบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด.

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

อะระหะโต
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทธัสสะ.
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
(กล่าว ๓ ครั้ง)

พุทธาภิถุติ

หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส.
เชิญเถิดเราทั้งหลาย ทำความชมเชยเฉพาะพระพุทธเจ้าเถิด

โยโส ตะถาคะโต
พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด

อะระหัง
เป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทโธ,
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,

วิชชาจะระณะสัมปันโน
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

สุคะโต
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกะวิทู,
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง,

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

สัตถา เทวะมะนุสสานัง
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พุทโธเป็น
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม

ภะคะวา
.เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์.

โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง, สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงทำความดับทุกข์ให้แจ้ง ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ทรงสอนโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม.

โย ธัมมัง เทเสสิ
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมแล้ว

อาทิกัลยาณัง
ไพเราะในเบื้องต้น

มัชเฌกัลยาณัง
ไพเราะในท่ามกลาง

ปะริโยสานะกัลยาณัง,
ไพเราะในที่สุด,

สาตถัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ.
ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการปฏิบัติ อันประเสริฐบริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย) พร้อมทั้งพยัญชนะ (หัวข้อ).

ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า.
(กราบระลึกพระพุทธคุณ)

ธัมมาภิถุติ

หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส.
เชิญเถิดเราทั้งหลาย ทำความชมเชยเฉพาะพระธรรมเถิด.

โยโส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
พระธรรมนั้นใด เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว,

สันทิฏฐิโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง

อะกาลิโก
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล

เอหิปัสสิโก,
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด,

โอปะนะยิโก
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
.เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน.

ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น

ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้นด้วย เศียรเกล้า.
(กราบระลึกพระธรรมคุณ)

สังฆาภิถุติ

หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส.
เชิญเถิดเราทั้งหลาย ทำความชมเชยเฉพาะพระสงฆ์เถิด.

โยโส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม เป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ.
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว.

ยะทิทัง
ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ :

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฎฐะ ปุริสะปุคคะลา,
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

ปาหุเนยโย
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

ทักขิเณยโย
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาแล้ว

อัญชลีกะระณีโย,
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ
.เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ
ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น

ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า.
(กราบระลึกพระธรรมคุณ)

รตนัตตยัปปณามคาถา

หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะ ปะริกิตตะนะ ปาฐัญจะ ภาณามะ เส.
เชิญเถิดเราทั้งหลาย กล่าวคำนอบน้อมพระรัตนตรัยและบาลีที่กำหนดเครื่องแสดงความสังเวชเถิด.

พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว
พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ

โยจจันตะสุทธัพ พะระญาณะโลจะโน
พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด

โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก
เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก

วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง.
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.

ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน,
พระธรรมของพระศาสดา สว่างรุ่งเรือง เปรียบดวงประทีป

โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก
จำแนกประเภท คือ มรรค ผล นิพพาน ส่วนใด

โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน
ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ, และส่วนใดที่ชี้แนวแห่งโลกุตตระนั้น

วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ

สังโฆ สุเขตตาภ๎ยะติเขตตะสัญญิโต
พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย

โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก
เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต, หมู่ใด

โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส
เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี

วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง.
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ.

อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา.บุญใด
ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม คือ พระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้ ๆ ขออุปัททวะ (ความชั่ว) ทั้งหลาย จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย ด้วยอำนาจความสำเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น.

สังเวคปริกิตตนปาฐะ

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน
พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
เป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก
และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์

อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก
เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน

สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต.
เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ.

มะยันตัง ธัมมัง สุต๎วา เอวัง ชานามะ,
พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า

ชาติปิ ทุกขา
แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์

ชะราปิ ทุกขา
แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์

มะระณัมปิ ทุกขัง,
แม้ความตายก็เป็นทุกข์

โสกะปะริเทวะทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข
ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข
ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง.
มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์.

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา
ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์

เสยยะถีทัง.
ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ

รูปูปาทานักขันโธ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ รูป

เวทะนูปาทานักขันโธ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ เวทนา

สัญญูปาทานักขันโธ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สัญญา

สังขารูปาทานักขันโธ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ สังขาร

วิญญาณูปาทานักขันโธ,
ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือ วิญญาณ

เยสัง ปะริญญายะ,
เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์เหล่านี้เอง

ธะระมาโน โส ภะคะวา,
จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่

เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ.
ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี,
อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย

พะหุลา ปะวัตตะติ.
ส่วนมากมีส่วน คือการจำแนกอย่างนี้ว่า.

รูปัง อะนิจจัง,
รูปไม่เที่ยง

เวทะนา อะนิจจา
,เวทนาไม่เที่ยง

สัญญา อะนิจจา,
สัญญาไม่เที่ยง

สังขารา อะนิจจา,
สังขารไม่เที่ยง

วิญญาณัง อะนิจจัง.
วิญญาณไม่เที่ยง

รูปัง อะนัตตา,
รูปไม่ใช่ตัวตน

เวทะนา อะนัตตา,
เวทนาไม่ใช่ตัวตน

สัญญา อะนัตตา,
สัญญาไม่ใช่ตัวตน

สังขารา อะนัตตา,
สังขารไม่ใช่ตัวตน

วิญญาณัง อะนัตตา,
วิญญาณไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ สังขารา อะนิจจา.
สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง.

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ.
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้.

เต (สตรีว่า ตา) มะยัง โอติณณามะหะ
พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว

ชาติยา
โดยความเกิด

ชะรามะระเณนะ
โดยความแก่ และความตาย

โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ
โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย

ทุกโขติณณา
เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว

ทุกขะปะเรตา
เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว

อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา
ปัญญาเยถาติทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะพึงปรากฏชัด แก่เราได้

บทสวดสำหรับภิกษุสามเณร

(อุบาสก-อุบาสิกา พนมมือฟังพระสวด)


จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง
เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น

สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา
เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว

ตัส๎มิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ
ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา”
ถึงพร้อมด้วยสิกขา และธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ของภิกษุทั้งหลาย

ตัง โน พรัหมะจะริยัง, อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิธิยายะ สังวัตตะตุ.
ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.

บทสวดสำหรับอุบาสก, อุบาสิกา


จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณังคะตา,
เราทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น เป็นสรณะ

ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ,
ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย

ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง, ยะถาสะติ, ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง

สา สา โน ปะฏิปัตติ,
ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย

อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุด แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญ

(จบคำทำวัตรเช้า)

#สวดมนต์  #ทำวัตรเช้า  #บทสวดมนต์ทำวัตรเช้าแปล

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

บทสวดมนต์ "ทำวัตรเย็น" ,สวดมนต์เย็น หรือก่อนนอน


บทสวดทำวัตรเย็น

คำบูชาพระรัตนตรัย 


โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พระองค์ใด, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ส๎วากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม,   
พระธรรม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด, ตรัสไว้ดีแล้ว

สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,     
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใด, ปฏิบัติดีแล้ว

ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง,อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ 
ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอบูชาอย่างยิ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น,พร้อมทั้งพระธรรมและพระ
สงฆ์,ด้วยเครื่องสักการะทั้งหลายเหล่านี้, อันยกขึ้นตามสมควรแล้วอย่างไร

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ,         
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ,  พระผู้มีพระภาคเจ้า  แม้ปรินิพพานนานแล้ว, ทรงสร้างคุณอันสำเร็จประโยชน์  ไว้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ปัจฉิมา  ชะนะตานุกัมปะมานะสา,     
ทรงมีพระหฤทัยอนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า อันเป็นชนรุ่นหลัง

อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ,
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับเครื่องสักการะ อันเป็นบรรณาการ  ของคนยากทั้งหลายเหล่านี้

อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ,   
เพื่อประโยชน์และความสุข  แก่พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย ตลอดกาลนาน เทอญฯ

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,       
พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ, 
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)

ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,   
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสไว้ดีแล้ว

ธัมมัง นะมัสสามิ     
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว

สังฆัง นะมามิ
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)

ปุพพะภาคะนะมะการะ

(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความนอบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด



นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต,อะระหะโต,สัมมาสัมพุทธัสสะ.

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต,อะระหะโต,สัมมาสัมพุทธัสสะ.
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต,

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
อะระหะโต,               

ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทธัสสะ   

ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

พุทธานุสสติ

หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระพุทธเจ้าเถิด

ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต,
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า:-

อิติปิ โส ภะคะวา,               
เพราะเหตุอย่างนี้อย่างนี้, พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

อะระหัง,                             
เป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทโธ,                 
เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

วิชชาจะระณะสัมปันโน,   
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

สุคะโต,                                 
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกะวิทู,                             
เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, 
เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้  อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

สัตถา เทวะมะนุสสานัง,   
เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พุทโธ,                       
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ด้วยธรรม

ภะคะวา ติ           
เป็นผู้มีความจำเริญ  จำแนกธรรม  สั่งสอนสัตว์, ดังนี้

พุทธาภิคีติ

หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระพุทธเจ้าเถิด

พุทธ๎ะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต,       
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ, มีความประเสริฐ  แห่งอรหันตคุณเป็นต้น

สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต,     
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ, และพระกรุณาอันบริสุทธิ์

โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร,       
พระองค์ใดทรงกระทำชนที่ดี    ให้เบิกบาน, ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน

วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง,   
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ผู้ไม่มีกิเลสพระองค์นั้น  ด้วยเศียรเกล้า

พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
พระพุทธเจ้าพระองค์ใดเป็นสะระณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย

ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,     
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น  อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่หนึ่ง   ด้วยเศียรเกล้า

พุทธัสสาหัส๎มิ ทาโสวะ (ทาสีวะ), คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า พุทโธ เม สามิกิสสะโร,       
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนาย  มีอิสระเหนือข้าพเจ้า,

พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, 
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้   แด่พระพุทธเจ้า

วันทันโตหัง (วันทันตีหัง) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า จะริสสามิ,
พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความตรัสรู้ดี   ของพระพุทธเจ้า

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, พุทโธ เม สะระณัง วะรัง,     
สะระณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสะระณะอันประเสริฐ  ของข้าพเจ้า

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,   
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา  ของพระศาสดา

พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ),
คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่ายัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า, ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้

สัพเพปิ อันตะรายา เม, มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา 
อันตรายทั้งปวงอย่าได้มี แก่ข้าพเจ้า   ด้วยเดชแห่งบุญนั้น
                                               

(หมอบลง)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,         
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,           
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า

พุทโธ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, 
ขอพระพุทธเจ้าจงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป.


ธัมมานุสสติ

หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระธรรมเถิด


ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,   
พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว

สันทิฏฐิโก,       
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

อะกาลิโก,       
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล

เอหิปัสสิโก,     
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด

โอปะนะยิโก,   
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ     
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน, ดังนี้.


 ธัมมาภิคีติ

หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระธรรมเถิด

ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย,   
พระธรรมเป็นสิ่งที่ประเสริฐเพราะประกอบด้วยคุณ, คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น

โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท,
เป็นธรรมอันจำแนก  เป็นมรรค  ผลปริยัติ  และนิพพาน

ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, 
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว

วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง,   
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรม อันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด

ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
พระธรรมใดเป็นสะระณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย

ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, 
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้นอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก  องค์ที่สอง  ด้วยเศียรเกล้า

ธัมมัสสาหัส๎มิ ทาโสวะ (ทาสีวะ), คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า  ธัมโม เม   สามิกิสสะโร,               
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนาย   มีอิสระเหนือข้าพเจ้า

ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, 
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, 
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้   แด่พระธรรม

วันทันโตหัง (วันทันตีหัง) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า จะริสสามิ, ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง,         
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, ธัมโม เม สะระณัง วะรัง,     
สะระณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสะระณะอันประเสริฐ   ของข้าพเจ้า

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, 
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา  ของพระศาสดา

ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ), คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้

สัพเพปิ อันตะรายา เม, มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา 
อันตรายทั้งปวงอย่าได้มี แก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.
                                                 

(หมอบลง)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,         
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,               
กรรมน่าติเตียนอันใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วในพระธรรม

ธัมโม ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง,       
ขอพระธรรมจงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม
เพื่อการสำรวมระวังในพระธรรมในกาลต่อไป


สังฆานุสสติ

(หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระสงฆ์เถิด

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,     
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้า หมู่ใด,ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม  เป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, 
สงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้าหมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว

ยะทิทัง,           
ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ :-

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, 
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, 
นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

อาหุเนยโย,               
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะ  ที่เขานำมาบูชา

ปาหุเนยโย,               
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะ  ที่เขาจัดไว้ต้อนรับ

ทักขิเณยโย,               
เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน

อัญชะลิกะระณีโย,   
เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไป  ควรทำอัญชลี

อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.

                                                                                                       

สังฆาภิคีติ

(หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส)
เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระสงฆ์เถิด

สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต,   
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม, ประกอบด้วยคุณ  มีความปฏิบัติดีเป็นต้น

โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ,       
เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคล    อันประเสริฐแปดจำพวก

สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต,           
มีกายและจิตอันอาศัยธรรม      มีศีลเป็นต้นอันบวร

วันทามะหัง ตะมะริยานะ คะณัง สุสุทธัง,     
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี

สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, 
พระสงฆ์หมู่ใดเป็น-        สะระณะอันเกษมสูงสุด  ของสัตว์ทั้งหลาย

ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, 
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น   อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก  องค์ที่สาม  ด้วยเศียรเกล้า

สังฆัสสาหัส๎มิ ทาโสวะ (ทาสีวะ), คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า สังโฆ เม สามิกิสสะโร,       
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย  มีอิสระเหนือข้าพเจ้า

สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, 
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, 
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้   แด่พระสงฆ์

วันทันโตหัง (วันทันตีหัง) คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า จะริสสามิ, สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง,       
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์

นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง,     
สะระณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสะระณะอันประเสริฐ  ของข้าพเจ้า

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ, วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนา  ของพระศาสดา

สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (วันทะมานายะ), คำในวงเล็บสำหรับผู้หญิงว่า  ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์, ได้ขวนขวายบุญใด ในบัดนี้

สัพเพปิ อันตะรายา เม, มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. 
อันตรายทั้งปวงอย่าได้มี แก่ข้าพเจ้า  ด้วยเดชแห่งบุญนั้น.
                                                 

(หมอบลง)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,       
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี

สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,       
กรรมน่าติเตียนอันใดที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วในพระสงฆ์

สังโฆ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง,       
ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. 
เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ในกาลต่อไป

(จบทำวัตรเย็น)

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

10 คำสอนหลวงพ่อคูณ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ)



10 คำสอนหลวงพ่อคูณ
#พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ)


1. ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งสละให้หมดมันยิ่งได้

2. กูให้พวกมึงรู้จักพอเพียง

3. กูทำดีเขาจึงให้ของดีกูมา

4. กูไม่เคยยินดียินร้ายในลาภยศสรรเสริญ

5. กูดีใจที่เกิดมาเป็นคนจน เพราะได้สร้าง
ทานบารมี ถ้ากูเกิดมาเป็นคนรวยป่านนี้
คำว่า "บุญ" ก็ไม่รู้จักกัน

6. เงินเป็นทาสกู กูไม่ยอมเป็นทาสเงิน

7. การทำตัวให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่นั้นง่าย
เเต่จะสร้างสมบุญให้มีบารมีนั้นเป็นเรื่องยาก
...ต้องเป็นผู้ให้ด้วยธรรมอันบริสุทธิ์

8. กูจะทำให้ชาวบ้าน
เพื่อตอบเเทนข้าวน้ำที่เขาให้กูกินทุกวัน

9.เกิดมาเเล้ว รักความสงบ ให้มีศิลธรรมไว้
ประจำใจทุกๆ คน โลกจะได้อยู่ชุ่มกินเย็น

10. พระไม่ได้อยู่กับคนชั่วเเต่อยู่กับคนดี
ให้นึกว่าพระมากับเราจะทำชั่วไม่ได้
อย่าทำตัวผิดศิลธรรม ผิดจารีตประเพณี
โดยเฉพาะการทำผิดกฏหมายบ้านเมือง
ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
...............................................................
#คูณปริสุทฺโธ #หลวงพ่อคูณ #วัดบ้านไร่

เปิดให้ดาวน์โหลดหนังสือที่ระลึก ‘หลวงพ่อคูณ’ เผยพิมพ์ 3 แสนเล่มอาจไม่พอผู้ร่วมงาน

ม.ขอนแก่น เปิดให้ประชาชนดาวน์โหลดหนังสือที่ระลึกงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่และครูใหญ่ “หลวงพ่อคูณ” ที่กำหนดจัดทำขึ้นใน 3 รูปแบบ พร้อมกับการถ่ายทอดสดงานพิธีการต่างๆไปจนถึงช่วงของการลอยอังคารลงสู่แม่น้ำโขง เพื่อให้ญาติโยมทั่วโลกได้ชม

22 ม.ค.62 – รศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ภาพรวมในการจัดงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่และครูใหญ่พระเทพวิทยาคม เป็นกรณีพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2561 นั้น เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พุทธศาสนิกชน คณะศิษยานุศิษย์ และผู้ที่ให้การเคารพเลื่อมใสศรัทธาในหลวงพ่อคูณนั้นต่างให้ความร่วมมือตามคำสั่งของ มข.ในเรื่องต่างๆอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะการเข้าวางดอกไม้จันทน์และกราบลาครูใหญ่หลวงพ่อคูณ ทั้งที่บริเวณภายในศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มข. สถานที่ใช้ในการสวดพระอภิธรรมศพ และที่ฌาปนสถานชั่วคราววัดหนองแวงพระอารามหลวง ภายในเกาะกลางน้ำ ด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน ริมถนนเลี่ยงเมืองสายขอนแก่น-กาฬสินธุ์ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น สถานที่ที่ใช้ในในการฌาปนกิจครูใหญ่หลวงพ่อคูณ ขณะที่การจัดงานพระราชทานเพลิงศพดังกล่าว มข.ยืนยันชัดเจนในการไม่ทำวัตถุมงคลใดๆทั้งสิ้น ทำเพียงหนังสือที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่และครูใหญ่หลวงพ่อคูณ ทั้งหมด 3 เล่มเท่านั้น

“สำหรับหนังสือที่หนังสือที่ระลึกในงานพิธีพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ และครูใหญ่หลวงพ่อคูณ ที่ มข.ได้จัดทำทั้ง 3 เล่มนั้น ประกอบด้วยแบบที่ 1 คือ หนังสือที่ระลึกคือหนังสือนี้จะทำแจกเฉพาะญาติครูใหญ่ซึ่งทำเป็นประจำทุกปี ผลิตจำนวน 800 เล่ม จะมีรายชื่อครูใหญ่ทุกท่าน แบบที่ 2 คือหนังสืออาจาริยานุสรณ์ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) เล่มเล็กจำนวน 44 หน้า ผลิตจำนวน 300,000 เล่ม โดย มข.ผลิตพิเศษเฉพาะปีนี้สำหรับแจกผู้มาร่วมงานที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มข. และแบบที่ 3 คือหนังสืออาจาริยานุสรณ์ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) เล่มใหญ่ประมาณ 100 หน้า ผลิตจำนวน 5,000 เล่ม แจกแขกสำคัญ”

โดยแบบที่ 2 และ 3 มีข้อแตกต่างคือ เล่มใหญ่มีรายละเอียดและรูปที่มากกว่า และมีเรื่องราวในครูใหญ่หลวงพ่อคูณ เพิ่ม 4 -5 เรื่อง อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนหนังสือที่ มข.นั้นจัดทำขึ้นอย่างจำกัด แต่มีความต้องการของผู้ที่มาร่วมงานและผู้ที่ให้การเคารพเลื่อมใสศรัทธาในครูใหญ่หลวงพ่อคูณที่เยอะมาก มข.จึงอนุญาตให้ดาวน์โหลดหนังสือทั้ง 3 แบบได้ผ่านทางเว็บไซต์ของ มข. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ประกอบด้วย แบบที่ 1 https://goo.gl/kJ962k แบบที่ 2 https://goo.gl/bN3TZ7 และแบบที่ 3 https://goo.gl/cw2doS

แบบที่ 1



แบบที่ 2




แบบที่ 3




รศ.ดร.เด่นพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ในการแจกหนังสือที่ระลึกที่ มข.จัดทำขึ้นนั้น ได้กำหนดจุดแจกให้กับผู้ที่มาร่วมงานคือ ที่บริเวณจุดรับดอกไม้จันทน์ ที่มีคณะทำงานและนักศึกษา คอยทำการแจกจ่ายให้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดจัดงานพระราชทานเพลิงศพฯดังกล่าว มข.ได้ทำการถ่ายทอดสดพิธีการต่างๆตลอดทั้งช่วงของงานทุกกิจกรรมและทุกพิธี จนสิ้นสุดการลอยอังคารที่แม่น้ำโขง โดยทุกคนทั่วโลกสามารถติดตามรับชมได้ผ่านทางเว็บไซต์ของ มข.และเฟชบุ๊กของ มข. ได้จนถึงวันที่ 30 ม.ค.นี้

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

ตำนานอมตะกล่าวขานไม่รู้จบ! 'หลวงพ่อคูณ' เทพเจ้าด่านขุนทด


กล่าวถึงพระภิกษุที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับ "ท่านั่งยอง" หรือการพูดจา "กู-มึง" แบบตรงไปตรงมาด้วยภาษาพ่อขุนรามคำแหง ทุกคนย่อมนึกถึง พระเทพวิทยาคม หรือ "หลวงพ่อคูณ" แห่งวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา พระเกจิผู้ยิ่งใหญ่แห่งภาคอีสานที่ได้รับสมญานาม "เทพเจ้าด่านขุนทด" โดยเมื่อปี 2558 ถือเป็นข่าวเศร้าวงการสงฆ์และศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ เมื่อ "หลวงพ่อคูณ" มรณภาพลงด้วยอาการสงบ เวลา 11.45 น. ของวันที่ 16 พ.ค. สิริรวมอายุ 92 ปี พรรษา 70 สรีระสังขารของหลวงพ่อคูณ ได้เคลื่อนมาประกอบพิธีและนำมาเก็บไว้ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ตามพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณได้ระบุไว้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2543 ซึ่งในวันที่ 29 ม.ค.นี้ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณ ที่เมรุลอยชั่วคราวของ วัดหนองแวงพระอารามหลวง บริเวณพุทธมณฑลอีสาน บ้านเต่านอ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยเมรุลอยทำเป็นนกหัสดีลิงค์เทินบุษบก สูงเทียบเท่าตึกสูง 5 ชั้น เน้นสีขาว สื่อถึงความเรียบง่าย สมถะสันโดษ สมเกียรติและความบริสุทธิ์แบบสถาปัตยกรรมอีสาน




แม้หลวงพ่อคูณ จะละสังขารไป 3 ปีกว่าแล้ว แต่ชื่อของท่านยังคงถูกพูดถึงไม่เสื่อมคลาย ด้วยเอกลักษณ์ของท่าน กอปรกับหลักธรรมคำสอนอันลึกซึ้งแบบตรงไปตรงมา จนผู้คนนำไปปฏิบัติและยึดเป็นแนวทางดำเนินชีวิต รวมทั้งคุณงามความดีของท่านในการรังสรรค์สร้างถาวรวัตถุให้กับวัดวาอารามต่างๆ อีกทั้งสนับสนุนด้านสาธารณะโยชน์ การศึกษา รวมทั้งเป็นพระนักคิด พระนักเทศน์ ซึ่งชีวประวัติของท่านนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจมากมาย โดย "เดลินิวส์ออนไลน์" ขอย้อนประวัติของหลวงพ่อคูณ ตั้งแต่เกิดจวบจนมรณภาพให้ได้ทราบอีกครั้ง




วัยเด็กของหลวงพ่อคูณ เกิดในครอบครัวชาวนา ที่บ้านไร่ หมู่ที่ 6 ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2466 (แต่บางตำราว่าวันที่ 4 ต.ค.) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน โดยเป็นบุตรชายคนโตของนายบุญ ฉัตรพลกรัง (บิดา) และนางทองขาว ฉัตรพลกรัง (มารดา) โดยมีพี่น้อง 2 คน ได้แก่ นายคำมั่น แจ้งแสงใส และนางทองหล่อ เพ็ญจันทร์ โดยหลวงพ่อคูณ ได้เข้าเรียนหนังสือกับ พระอาจารย์เชื่อม วิรโธ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี ซึ่งได้เรียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่ ซึ่งเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน ตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ขวบ โดยได้ศึกษาภาษาไทยและขอม นอกจากนี้พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังเมตตาสอนวิชาคาถาอาคมป้องกันอันตรายต่างๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อคูณจึงมีความเชี่ยวชาญวิชาอาคมต่างๆ มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก



เมื่ออายุครบ 21 ปีก็ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ในวันที่ 5 พ.ค. 2487 ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก (หนังสือบางแห่งระบุว่าเป็นปี 2486) โดยมีพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนพระกรรมวาจาจารย์ ก็คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ โดยหลังจากที่อุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้วได้รับฉายาว่า "ปริสุทโธ" และฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นพระนักปฏิบัติทางด้านคันถธุระและวิปัสสนาอย่างเคร่งครัด และทั้งเป็นพระเกจิอาจารย์พระคณาจารย์ที่เรืองวิทยาคมเป็นอย่างยิ่ง จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนและมีลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก




จากนั้นหลวงพ่อคูณก็ได้ตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัย และอยู่ปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานพอสมควร ก่อนที่หลวงพ่อแดงจะพาหลวงพ่อคูณไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ "หลวงพ่อคง พุทธสโร" เนื่องจากทั้งสองรูปเป็นสหายธรรมที่มักมีการพบปะแลกเปลี่ยนธรรมะ ตลอดจนวิชาอาคมต่างๆ แก่กันเสมอ จากนั้นหลวงพ่อคง ผู้ทรงคุณทั้งทางธรรม และทางไสยเวทย์ ก็ได้สอนวิชาต่างๆ ให้กับหลวงพ่อคูณ ด้วยความรักใคร่มิได้ปิดบังอำพรางแต่อย่างใด กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า หลวงพ่อคูณมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป

โดยในช่วงแรกหลวงพ่อคูณก็ได้เดินธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตพื้นที่ จ.นครราชสีมา จากนั้นจึงได้มีการธุดงค์ไกลขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงป่าลึกประเทศลาว และประเทศกัมพูชา เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้นจากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง เมื่อพิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณธุดงค์จากเขมร กลับมายังประเทศไทย เดินข้ามเขตด้าน จ.สุรินทร์ สู่ จ.นครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่ พร้อมกับเริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนาต่างๆ โดยเริ่มสร้างอุโบสถในปี 2496 จากความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านที่ได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ จนสามารถสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ ปัจจุบันอุโบสถหลังดังกล่าวได้ถูกรื้อลงและก่อสร้างหลังใหม่แทนแล้ว นอกจากนี้หลวงพ่อคูณยังได้สร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคขึ้น เพื่อพัฒนาความเจริญของพื้นที่บ้านไร่ และตามมาด้วยการก่อสร้างโรงพยาบาลถึง 3 หลัง และโรงเรียนอื่นๆ อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งยังได้บริจาคเงินทองเพื่อช่วยเหลือสาธารณสุขต่างๆ อยู่เสมอ



ในช่วงวัยชราของหลวงพ่อคูณ ท่านมีอาการเจ็บป่วยต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลมาโดยตลอด โดยหลวงพ่อคูณเริ่มมีอาการอาพาธตั้งแต่ปี 2543 ด้วยโรคหัวใจ ซึ่งแพทย์ได้ผ่าตัดทำบายพาสหัวใจให้ท่าน จนอาการดีขึ้นตามลำดับ ต่อมาวันที่ 25 ต.ค. 2547 ท่านมีอาการอาพาธอีกครั้งด้วยอาการเลือดคั่งในสมอง ต้องนำตัวส่ง รพ.ศิริราช กรุงเทพฯ ให้แพทย์ผ่าตัดสมองเพื่อเอาลิ่มเลือดออก จนอาการปลอดภัย จากนั้นวันที่ 26 เม.ย 2552 ท่านอาพาธด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลให้มีอาการซึมเศร้าและต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา หลายวัน จนกระทั่งอาการดีขึ้นและสามารถกลับวัดบ้านไร่ได้ในวันที่ 1 พ.ค. 2552 หลังจากนั้นสุขภาพร่างกายของท่านก็อ่อนแอมาอย่างต่อเนื่อง



เมื่อถึงวันที่ 4 พ.ค. 2554 ท่านก็มีอาการอาพาธด้วยวัณโรคปอด ต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา อีกกว่า 4 เดือน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 2556 ท่านก็มีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และมีอาการแทรกคือ หลอดลมอักเสบรวมทั้งเกิดภาวะเสมหะลงคอ ทำให้ปอดเกิดการอักเสบติดเชื้อ คณะศิษย์ต้องนำตัวส่งรักษาตัวที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา จนกระทั่งอาการท่านเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ก่อนที่คณะแพทย์จะได้นำตัวหลวงพ่อคูณกลับวัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2556 เพื่อพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องกระจกที่มีแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด โดยไม่อนุญาตให้ญาติโยมเข้าเยี่ยมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งตลอดเวลาที่พักรักษาตัวก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเมื่อเวลา 05.40 น. ของวันที่ 15 พ.ค. 2558 ท่านมีอาการหัวใจหยุดเต้น แพทย์ต้องนำตัวส่งมารักษาที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา อีกครั้ง โดยคณะแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่ไม่อาจยื้อชีวิตได้ ท่านได้ละสังขารไปเมื่อเวลา 11.45 น. ของวันที่ 16 พ.ค. 2558 สิริอายุ 92 ปี ยังความโศกเศร้าต่อศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ

นี่คือ ประวัติเส้นทางชีวิตและเส้นทางธรรมของ "หลวงพ่อคูณ" พระผู้ไม่หวังลาภยศเงินทอง อุทิศตัวเพื่อจรรโลงพระศาสนาอย่างแท้จริง และไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยชื่อของ "หลวงพ่อคูณ"จะถูกกล่าวขานมิลืมเลือน.

******************************
ขอบคุณที่มา
https://www.dailynews.co.th/regiona

ทำทานอย่างไรให้ได้บุญ



ทำทานอย่างไรให้ได้บุญ

เรื่องบุญเรื่องทานนั้นอยู่ในสายเลือดของคนไทยเลยก็ว่าได้แต่ถึงแม้จะลุกดีกับวัดวาอารามมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีความเข้าใจผิดเรื่องบุญเรื่องทานกันอยู่ค่อนข้างมากโดยมักเข้าใจว่าการทำบุญคือการถวายข้าวของแด่พระสงฆ์ส่วนการทำทานคือการให้ข้าวแก่คนยากจนทั้งที่ความจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างบุญและทานมีเบื้องหลังที่ซับซ้อนมากกว่านั้น

ความหมายของบุญและทาน

คำว่าบุญแปลว่าเครื่องชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอันเป็นสาเหตุของทุกข์ออกไปจากจิตใจ

ส่วนคำว่าทานแปลว่าการให้การสละแบ่งปันผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งของวัตถุทานการไม่ถือโกรธยกโทษให้วงเล็บอะไพยะทานการให้ปัญญาเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตวงเล็บธรรมทานก็จัดเป็นการให้ทานทั้งสิ้นพุทธศาสนาถือว่าการให้หรือการเสียสละเป็นการกำจัดกิเลสทางหนึ่งที่จะเป็นกุญแจไปสู่จิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ดังนั้นขอเพียงเป็นการให้ทานที่บริสุทธิ์และดีงามก็ถือเป็นบุญทั้งสิ้น

ให้ทานอย่างดีงามและบริสุทธิ์


เพื่อไม่ให้เสียชื่อชาวพุทธไปดูกันดีกว่าว่าทำอย่างไรทานของเราจึงจะดีงามและบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นสุดท้ายผลบุญจะได้ส่งผลให้จิตใจใสสะอาดปราศจากทุกข์ในที่สุด

ปรับใจก่อนให้ทาน


ตั้งใจดีก่อนการให้ใดๆเราต้องน้องกดน้ำใจให้ด้วยความศรัทธาที่สำคัญต้องไม่หวังลาภยศสรรเสริญจากทานที่ทำเราควรคิดว่าการให้เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยกำจัดความตระหนี่และความโลภออกจากจิตใจและเจ้ากิเลสทั้ง 2 ตัวนี้คงไม่หมดไปแน่หากเรายังทำทานเพื่ออธิษฐานขอให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 หรือขออื่นๆใดประกอบไปในการทำทานด้วย

มีเจตนาผ่องใส


การทำทานต้องมีเจตนาที่ดีตั้งแต่ก่อนทำขณะที่ทำและภายหลังจากที่ทำแล้วเจตนาดีที่ว่านี้คือเจตนาที่จะทำทานเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับอย่างแท้จริงคือมิใช่ให้ด้วยความสงสารหรือดูถูกดูแคลน

ทำกายใจให้ผ่องแผ้วผู้คนจำนวนมากนิยมรักษาศีลเพื่อละบาปและทำจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนทำทานศีลจึงเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การทำทานอย่างถูกวิธีอย่างน้อยข้อปานาติปาตาเว้นจากการฆ่าสัตว์ก็ช่วยป้องกันไม่ให้เราฆ่าสัตว์เพื่อทำภัตตาหารถวายพระอย่างแน่นอน

เตรียมการให้พร้อม


ของต้องดีนอกจากจิตใจของผู้ให้จะต้องดีแล้วองค์ทานหรือของที่ให้ต้องเป็นของที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์และมีประโยชน์แก่ผู้รับอย่างแท้จริงของเหลือของชำรุดของที่ลักขโมยมานั้นจึงผิดเต็มประตูเพราะนอกจากจะไม่ได้บุญแล้วยังมีบาปติดตัวไปอีกด้วย

ผู้รับมีสิทธิ์พูดง่ายๆว่าผู้รับต้องเป็นผู้ที่จะนำของที่เรามอบให้ไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์การใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองนั้นนับว่าเป็นบุญในระดับหนึ่งแต่ถ้านำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้ด้วยแล้วทานนั้นจะนับเป็นบุญมหาศาลด้วยเหตุนี้ผู้คนส่วนมากจึงนิยมทำทานกับพระภิกษุสงฆ์เพราะนอกจากท่านจะเป็นผู้บริสุทธิ์ซึ่งถือศีลถึง 227 ข้อแล้วยังมั่นใจได้ด้วยว่าทานที่เราถวายแด่ท่านจะเป็นประโยชน์ต่อชนหมู่มากเพราะกิจของสงฆ์ก็เป็นไปเพื่อส่วนรวมทั้งสิ้น

คิดใหม่ทำใหม่ให้ทานอย่างสร้างสรรค์


อย่าให้กรอบความคิดเก่าๆมาจำกัดวิธีการทำทานของเราเพราะเรื่องบุญเรื่องทานไม่จำเป็นต้องทำตามใครไปเสียทุกอย่างลองคิดใหม่ทำใหม่มาลองหาทางสร้างสรรค์วัตถุทานให้เหมาะกับผู้ให้และผู้รับกันดีกว่า

บุญไม่ได้อยู่ในถังเหลือง


เมื่อพูดถึงการถวายสังฆทานอย่ายึดติดว่าต้องหิ้วถังสีเหลืองไปถวายพระเท่านั้นเพราะสังฆทานที่ว่านี้คนใช้ไม่ได้ซื้อส่วนคนซื้อไม่ได้ใช้จึงไม่ค่อยทราบว่าแท้จริงแล้วมีอะไรอยู่ในถังเหลืองเหรียญใบนั้นบ้างล่าสุดรายการจุดเปลี่ยนได้วิเคราะห์เจาะถังที่ว่าอย่างถ้วนถี่แล้วพบว่าสินค้าที่บรรจุอยู่ล้นถังนั้นหนีไม่พ้นอาหารกระป๋องใกล้หมดอายุสบงสีซีดใบชามีกลิ่นผงซักฟอกน้ำตาลทรายไม่กี่เมล็ดมีดโกนทื่อโอนไม่เข้าผ้าขนหนูสีตกซึ่งของเรานี้ไม่มีคุณภาพและปริมาณเพียงพอที่พระท่านจะนำมาใช้ได้จริง

รู้อย่างนี้แล้วอย่าลังเลระหว่างสละเวลาไปเลือกซื้อของใช้ถวายท่านด้วยตนเองกันดีกว่าโดยคัดเลือกลงทางให้เสมอเหมือนกับของที่เรากินเราใช้อยู่เป็นปกติ (สหายทาน) หรือไม่ก็คัดสรรเฉพาะของดีที่น่ากินน่าใช้กว่าที่เราเคยซื้อ (ทานบดี) จะทำให้ได้บุญบริสุทธิ์อย่าเลือกของที่แม้แต่ตัวเรายังไม่คิดจะใช้ไปถวายพระท่าน (ทาสทาน) ทานอย่างนี้ถือเป็นการให้ที่ไม่มีความจริงใจหากพระท่านเกิดเจ็บป่วยเพราะฉันของที่เราถวายจะเป็นการสร้างบาปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

จุลชัยยะมงคลคาถา บทสวดที่มีอานุภาพขจัดปัดเป่าเรื่องเลวร้าย ภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง

#จุลชัยยะมงคลคาถา
หรือจุลละชัยปกรณ์ หรือ ไชยน้อย เป็นวรรณกรรมภาษาบาลีผสมภาษาลาว มีลักษณะเป็นบทสวดที่นิยมสวดกันในแว่นแคว้น 2 ฝั่งแม่น้ำโขง
.
ปัจจุบันยังใช้สวดกันอยู่ในกลุ่มวัดป่าสายพระอาจารย์เสาร์ กันตะสีโล-พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
.
พระคาถานี้พรรณนาชัยชนะของพระพุทธเจ้า เหนือหมู่มารทั้งปวงทั้งล่วงพ้นอำนาจของพรหม มาร เทวดา ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 และสรรพสัตว์ อีกทั้งความชั่วร้ายทั้งร้าย
.
เชื่อกันว่า เป็นบทสวดที่มีอานุภาพมาก สามารถขจัดปัดเป่าเรื่องเลวร้าย และภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง ทั้งแก่ตัวผู้สวดสาธยาย และบ้านเมืองของผู้สวดสาธยายนั้น

ที่มา...

จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นคาถาในหมวดเดียวกับพระคาถามหาชัยยะมงคลคาถา หรือ ไชยใหญ่ และพระคาถาไชยหลวง ซึ่งนิยมใช้สวดสาธยายกันในงานมงคลในแถบแว่นแคว้น 2 ฝั่งแม่น้ำโขง การแพร่หลายของพระคาถานี้ปรากฏโดยทั่วไปในแถบภาคอีสานของไทย และภาคกลางจนถึงภาคเหนือของลาว จากการสำรวจโดยหอสมุดดิจิตอลหนังสือใบลานลาว พบคัมภีร์ใบลานเกี่ยวกับบทสวดไชยน้อย ไชยใหญ่ หรือไชยหลวงจำนวนหนึ่ง ทั้งในเมืองหลวงพระบาง นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงคำม่วนทางภาคกลาง และในแขวงไชยบุรี ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ประชิดกับภาคเหนือของไทย
ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถา มีอยู่หลายทฤษฎี ข้อมูลที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย คือการระบุว่า พระมหาปาสมันตเถระ พระเถระแห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ผู้อุปการะพระเจ้าฟ้างุ้ม มหาราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง และพระเถรผู้อัญเชิญพระบางและพระไตรปิฎกมายังแผ่นดินลาว คือผู้รจนาพระคาถานี้ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นความจริง พระคาถานี้น่าจะรจนาขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ในช่วงก่อนหรือหลังจากที่พระเถระเดินทางจากกัมพูชามาประกาศพระศาสนาในอาณาจักรล้านช้างในปีพ.ศ. 1902

ทั้งนี้ ผู้แต่งจุลไชยปกรณ์ หรือตำนานพระคาถาจุลชัยยะมงคลคาถา ตามทัศนะของ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ แห่งวัด วัดไตรสิกขาทลามลตาราม บ้านฝาง ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร คือพระมหาเทพหลวง แห่งนครหลวงพระบาง โดยนำความจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา โดยรจนาเป็นภาษาบาลีผสมกับภาษาพื้นเมือง แต่ไม่ปรากฏว่าระบุถึงปีที่รจนาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในประเทศลาวบางรายระบุว่า จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นผลงานของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือ "ญาคูขี้หอม" โดยท่านมีช่วงชีวิตในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22 โดยฝ่ายลาวเรียกพระคาถานี้ว่า "จุลละไชยยะสิทธิมงคลคาถา" หรือ "จุลละไซยะสิททิมุงคุนคาถา"

ทั้งนี้ มีตำนานในเชิงมุขปาฐะเกี่ยวกับที่มาของพระคาถานี้ หนึ่งในนั้นพรรณนาโดยพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ แห่งวัดไตรสิกขาทลามลตาราม บ้านฝาง ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร ซึ่งได้กล่าวถึงความเป็นมาของจุลลไชยยะปกรณ์ หรือบทขัด หรือตำนานของจุลชัยยะมงคลคาถา ไว้ว่า เป็นพระคาถาที่แสดงถึงชัยชนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือนัยหนึ่งคือชัยชนะของพระพุทธศาสนาต่อสิ่งชั่วร้ายที่เคยมีอิทธิพลในแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง โดยกล่าวว่า ต้นบทจุลชัยยะมงคลคาถา ที่เรียกว่า จุลละชัยปกรณ์ ได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ว่า เมื่อครั้งพระโสณะ และพระอุตระ รับอาราธนาพระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ เพื่อมาเป็นสมณทูตประกาศพระศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมินั้น พระเถระทั้ง 2 รูปได้ผจญกับปีศาจท้องถิ่น ในรูปของเงือก หรือผีเสื้อน้ำ ซึ่งได้ซักถามพระเถระว่า สิ่งใดฤๅที่เรียกว่า เทวธรรม พระเถระจึงวิสัชนาเป็นพระคาถาว่า หิริโอตัปปะสัมปันนาฯ เป็นอาทิ ซึ่งเป็นพระคาถาเทวธรรม ซึ่งยกมาจากเทวธรรมชาดก และปรากฏอยู่ในช่วงปกรณ์ หรือพรรณนาที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถา ความว่า

"สุโข พุทธานัง อุปปาโท สุขา สัทธัมมะเทสะนา สุขา สังฆัสสะ สามัคคี สามมัคคานัง ตะโป สุขา ทิวา ตะปะติ อาทิจโจรัตติง อาภาติ จันทิมา สันนัทโธ ขัตติโยตะปะติฌายี ตะปะติพราหมะโณ อะถะสัพพะมโหรัตติง พุทโธตะปะติ เตชะสา หิริโอตัปปะ สัมปันนา สุกกา ธัมมา สะมาหิตา สันโต สัปปุริสะ โลเก เทวา ธัมมาติ วุจจะเร สันติปักขา อะปัตตะนา สันติปาทา อะวัญจะนา มาตาปิตา จะ นิกขันตา ชาตะ เวธะ ปะติกกะมะ สุวัณณะภูมิง คันตะวาะ โสนุตตะรา มะหิทธิกา ปิสาเจ นิททะมิตตะวานะ พรัหมะชาลัง อาเทเสยยุง เอเตสัพเพ ยักขา ปะลายันตุฯ" [4]

ในจุลลไชยยะปกรณ์ ยังอ้างข้อความจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัย ที่ระบุว่า "สุวณฺณภูมิ คจฺฉนฺตฺวาน โสณุตฺตรา มหิทฺธิกา ปิสาเจ นิทฺธมิตฺวาน พฺรหฺมชาลํ อเทสิสุ" ความว่า "พระโสณะและพระอุตตระผู้มีฤทธิ์มาก ไปสู่สุวรรณภูมิ ปราบปรามพวกปีศาจแล้ว ได้แสดงพรหมชาลสูตร" ซึ่งคัมภีร์สมันตปาสาทิกาพรรณนาไว้ว่า พระโสณะและพระอุตตระ ได้แสดงอภินิหาริย์ปราบนางผีเสื้อน้ำและทรงแสดงธรรมพรหมชาลสูตร อันเป็นสูตรว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ ประกอบด้วย ศีลน้อย ศีลกลาง และศีลใหญ่ เป็นการสั่งสอนให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายประพฤติตนอยู่ในสรณะและศีล พระธรรมเทศนาของพระเถระเจ้า ยังให้ชาวสุวรรณภูมิประเทศได้บรรลุธรรมประมาณ 60,000 คน อีกทั้งยังมีกุลบุตรออกบวชประมาณ 3,500 คน [5]

-ตำนานเชิงมุขปาฐะ-

แม้ว่า มุขปาฐะเกี่ยวกับตำนานของจุลชัยยะมงคลคาถา และข้อความจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด (มุขปาฐะว่าพระเถระเจ้าวิสัชนาเทวธรรม ขณะสมันตปาสาทิกาว่า พระเถระแสดงพรหมชาลสูตร) แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือ การประกาศความยิ่งใหญ่ของพระรัตนตรัยให้ชาวพื้นเมืองได้ประจักษ์ สามารถปราบมิจฉาทิษฐิทั้งหลาย ให้หันมาเชื่อถือศรัทธาในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นสัมมาทิษฐิ

-ความเชื่อ-

พุทธศาสนิกชนในแถบลุ่มน้ำโขง นิยมสวดพระคาถานี้ โดยเชื่อว่าจะยังให้เกิดความเป็นสวัสดิมงคล ขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้พ้นไป โดยกล่าวกันว่า แม้แต่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าแห่งจังหวัดเลย แนะนำให้สาธุชนได้สวดสาธยาย โดยเฉพาะในงานมงคลพิธี ท่านกล่าวไว้ว่า "ถ้ามีศึกสงครามหรือมีความยุ่งยากในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว ให้สาธยายมนต์บทนี้เป็นประจำจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้"

-อ้างอิง-

-ຫໍສະໝຸດດິຈິ​ຕອລໜັງສື​ໃບ​ລານ​ລາວ
-พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ. ความเป็นมาของจุลลไชยยะปกรณ์.
-ທິພພະມົນຕ໌ ຈະຕຸວີກ
-พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ. ความเป็นมาของจุลลไชยยะปกรณ์.
-สมันตปาสาทิกาแปล มหาวิภังควรรณนา ภาค 1 หน้า 112 - 114

-บรรณานุกรม-

-วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. "จุลชัยยะมงคลคาถา." จากhttp://www.crs.mahidol.ac.th/thai/praythaisoadmon13.htm
-พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ. "ความเป็นมาของจุลลไชยยะปกรณ์." จากพระธรรมเทศนาในพรรษา ปีพ.ศ. 2548
-ທິພພະມົນຕ໌ ຈະຕຸວີກ : ສົມເດັຈພຣະເຈົ້າສຣີສວ່າງວົງສ ເປັນສັດທາສ້າງ ดูhttp://www.bailane.com/Blog/ViewBlog.aspx?sid=0&hid=30134
-ຫໍສະໝຸດດິຈິ​ຕອລໜັງສື​ໃບ​ລານ​ລາວ. ໄຊນ້ອຍ / ໄຊໃຫຍ່ / ໄຊຫຼວງ ดูhttp://www.laomanuscripts.net
-สมันตปาสาทิกาแปล มหามกุฏราชวิทยาลัย
---------------------------------------------------------

ที่มาวีดีโอ : https://youtu.be/vjJto94WfSo

จากช่อง : thaweesak451 YouTube Channel
---------------------------------------------------------