วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ธรรมเทศนา..โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช


ปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ธรรมเทศนา..
โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช 


"อยากปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรมนะ ต้องทำอย่างนี้


1. มักน้อย - หมายถึงมีเยอะก็บริโภคน้อย

2. สันโดษ - ก็ยินดีพอใจในสิ่งที่ได้มา จากการที่เราทุ่มเททำงานเต็มที่
                           กระทั่งเราภาวนานะ เราทำเต็มที่แล้วมันได้แค่นี้ก็พอใจแค่นี้ นี่สันโดษ

3. ไม่คลุกคลี - ไม่เฮๆฮาๆ

4. ปรารภความเพียร - วันๆนึงก็คิดแต่จะสู้กิเลส จะล้างกิเลสออกจากใจ จะปลดความทุกข์ออกจากใจ

5. ฝึกสติ - ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก

6. ฝึกสมาธิ - (เช่น) พุทโธไป หายใจไป จิตไหลไปคิดก็รู้ จิตไหลไปเพ่งก็รู้
                            พอเราฝึกได้สติ เราฝึกได้สมาธิ แล้วคราวนี้เราต้องเจริญปัญญาต่อ

7. การเจริญปัญญา - ก็คือการมีสติรู้กายรู้ใจตามที่เค้าเป็น
 แต่ต้องรู้ด้วยจิตที่ทรงสมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ ถ้าจิตไม่ทรงสมาธิ จิตก็ไหลไป ไปรู้ลมหายใจ
 จิตก็ไหลไปที่ลมหายใจ มันก็ไม่เกิดปัญญา ถ้าสติระลึกรู้ลมหายใจ มีจิตตั้งมั่นเป็นคนดู
มันจะเห็นเลย ร่างกายที่หายใจไม่ใช่ตัวเรา เห็นเองเลย จะเห็นเลย
เห็นแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเจริญปัญญานั้นต้องเห็นไตรลักษณ์

ในนักธรรมเอกเค้าสอนบอกว่า


- ถ้ามีปัญญานะ เห็นความไม่เที่ยงของสังขาร จิตจะเบื่อหน่ายในความทุกข์ นี่คือทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้น

- ถ้าเรามีปัญญาเห็นความทุกข์ของสังขารนะ จิตจะเบื่อหน่ายในทุกข์ นี่คือทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้นเหมือนกัน

- ถ้าเราเห็นสภาวะทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา มีปัญญาเห็นสภาวะทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
จิตก็จะเบื่อหน่ายในทุกข์อีก นี่เป็นทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้น

เพราะงั้นทางแห่งความบริสุทธิ์ ทางแห่งวิสุทธิ คือ การที่เรามีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ของรูปของนามของกายของใจนั่นเอง

 นี่หลักของวิปัสสนากรรมฐานอยู่ตรงนี้เอง


ถ้าเรามีความมักน้อย มีความสันโดษ มีความไม่คลุกคลี เราปรารภความเพียร เราพัฒนาสติ พัฒนาสมาธิ
พัฒนาปัญญาเรื่อยไป ในที่สุดวิมุติก็ต้องเกิด ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจะต้องเกิดขึ้นมา
นี่เป็นทางเดินที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ สอนเอาไว้ *พวกเราต้องเดินตาม*

ถ้าเราทำธรรมะที่หลวงพ่อบอกนี้ได้นะ เรามักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลี
ปรารภความเพียร มีสติ สมาธิ ปัญญา ๗ ประการนี้ได้ เราจะเจอประการที่ ๘ คือ “ไม่เนิ่นช้า”

ธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะของมหาบุรุษประการที่ ๘ “ไม่เนิ่นช้า”
เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างรวดเร็วมากเลย แล้วเราจะทึ่งว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
พระธรรมมีจริง พระสงฆ์มีจริง เราจะเชื่อแน่นแฟ้นเพราะเราเห็นด้วยตัวของเราเองไม่ใช่เชื่อเพราะน้อมใจเชื่อ"

=================
ธรรมเทศนา..โดย
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วันอาทิตย์ ที่ ๒๕ มีนาคม 2555
=================

สมาธิภาวนาในขณะทำงาน แนวทางการปฏิบัติของ..หลวงพ่อชา สุภทฺโท



สมาธิภาวนาในขณะทำงาน 

แนวทางการปฏิบัติของ หลวงพ่อชา สุภทฺโท

บ่อยครั้งที่ญาติโยมมากราบ หลวงพ่อชา สุภทฺโท เพียงเพราะอยากได้ “ของดี” เช่น วัตถุมงคล หรือไม่ก็อยากฟังเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ชาตินี้ชาติหน้า ฯลฯ บางคนก็หวังเพียงแค่อยากได้ “บุญ” ที่ได้มากราบท่าน แต่หลวงพ่อมักให้ธรรมแก่เขาไป รวมทั้งชวนเขาทำสมาธิภาวนาด้วย แต่หลายคนไม่สนใจ เหตุผลหนึ่งที่คนมักอ้างกันก็คือ ไม่มีเวลา

” แล้วมีเวลาหายใจหรือเปล่าล่ะ” ท่านถามเขากลับไป

ถ้ามีเวลาหายใจก็ย่อมมีเวลาทำสมาธิภาวนา เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน อันที่จริงการหายใจนั้นไม่ใช่เรื่องเสียเวลาเลย เพราะเราทำตลอดเวลาที่ทำงานอื่นอยู่แล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น สมาธิภาวนาโดยเฉพาะการเจริญสติ ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถทำพร้อมไปกับงานอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องหาเวลาเฉพาะสำหรับกิจด้านนี้

นั่นเป็นเหตุผลข้อหนึ่งว่า แม้หลวงพ่อจะให้ความสำคัญกับสมาธิภาวนา แต่กิจวัตรอย่างหนึ่งของวัดหนองป่าพงก็คือการทำงานร่วมกัน ไม่เว้นแม้แต่การใช้แรงงาน คราวหนึ่งขณะที่พระเณรทั้งวัดกำลังขนดินขึ้นไปใส่สนามหญ้ารอบโบสถ์ โดยมีหลวงพ่อยืนสั่งงานอยู่ มีหนุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินมาเห็นเข้า จึงมายืนดูอยู่ใกล้ ๆ แต่กิริยาท่าทางไม่ค่อยสุภาพอ่อนน้อมเท่าไรนัก มีคนหนึ่งถามท่านห้วน ๆ ว่า

“ทำไมท่านไม่พาพระ-เณรนั่งสมาธิ ชอบพาทำงานอยู่เรื่อย”

“นั่งมากมันขี้ไม่ออกว่ะ” คือคำตอบของหลวงพ่อ

วัยรุ่นกลุ่มนั้นรู้สึกงุนงงต่อคำตอบของท่าน แล้วท่านก็ยกไม้เท้าชี้ไปยังชายหนุ่มผู้นั้นก่อนที่จะพูดต่อว่า

ทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที


“ที่ถูกนั้น นั่งอย่างเดียวก็ไม่ใช่ เดินอย่างเดียวก็ไม่ใช่ ต้องนั่งบ้าง ทำประโยชน์บ้าง และทำความรู้ความเห็นให้ถูกต้องไปทุกเวลานาที อย่างนี้จึงจะถูก กลับไปเรียนมาใหม่ นี้ยังอ่อนอยู่มาก เรื่องการปฏิบัตินี้ถ้าไม่รู้จริง อย่าพูด มันจะขายขี้หน้าตัวเอง”

สมาธิภาวนาไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาอยู่คนเดียว แต่หมายถึงการฝึกอบรมจิตให้งอกงาม มีสติ สมาธิ เมตตาและปัญญา เป็นต้น ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ทำอะไร ก็ล้วนเป็นโอกาสสำหรับการฝึกอบรมจิตทั้งสิ้น หากไม่เข้าใจแก่นแท้ของสมาธิภาวนาก็ย่อมคิดไม่ต่างจากวัยรุ่นกลุ่มนี้

หากอยากทราบสาเหตุที่หลวงพ่อชา เน้นสมาธิภาวนากับกิจวัตรประจำวัน ต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระหนุ่ม หลวงพ่อชา สุภทฺโท ได้ใช้เวลาหลายปีในการเสาะหาครูบาอาจารย์ผู้รู้แจ้งในธรรม ท่านเคยเดินธุดงค์จากลพบุรีไปยังนครพนมเพื่อศึกษาธรรมะจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตฺโต แม้มีเวลาฟังธรรมโอวาทจากท่านเพียงแค่สามวัน แต่ก็บังเกิดความอิ่มเอิบในธรรมอย่างยิ่ง มีกำลังใจในการปฏิบัติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ในพรรษาที่เก้าท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่กินรี จนฺทิโยที่นครพนม หลวงปู่กินรีเป็นพระวิปัสสนาจารย์ซึ่งเปี่ยมด้วยภูมิธรรมและมีประสบการณ์การภาวนาตามป่าเขาอย่างโชกโชน เมื่อท่านชราภาพได้มาเป็นหลักเป็นประธาน ณ วัดป่าหนองฮี

ในพรรษานั้น พระภิกษุชาทำความเพียรอย่างไม่ลดละ เดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ย่อท้อต่อแดดฝนหรืออุปสรรคใด ๆ จนพื้นดินเป็นร่องลึก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังความสงสัยแก่ท่านมากก็คือ หลวงปู่กินรีนั้นกลับไม่ค่อยเดินจงกรม นั่งสมาธิ วันหนึ่ง ๆ ท่านเห็นหลวงปู่เดินเพียงไม่กี่เที่ยว เวลานอกนั้นท่านทำกิจอื่น เช่น เย็บผ้า ปะจีวร ดูท่านมีงานจิปาถะทั้งวัน

เมื่อเห็นเช่นนี้ พระภิกษุชาจึงคิดในใจว่า 

“ครูบาอาจารย์จะไปถึงไหนกัน เดินจงกรมก็ไม่เดิน นั่งสมาธินาน ๆ ก็ไม่เคยนั่ง คอยแต่ทำนั่นทำนี่ตลอดทั้งวัน แต่เรานี่ปฏิบัติไม่หยุดเลย ถึงขนาดนั้นก็ยังไม่รู้ไม่เห็นอะไร ส่วนหลวงปู่ปฏิบัติแค่นั้นจะเห็นอะไร”

บทเรียนที่ท่านได้จากประสบการณ์


แต่หลังจากที่ได้อยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่นาน ๆ และได้ฟังธรรมอันลุ่มลึกจากท่าน พระภิกษุชาก็รู้ว่าเป็นความเขลาของท่านเองที่คิดเช่นนั้น ท่านพูดถึงบทเรียนที่ท่านได้จากประสบการณ์ครั้งนั้นว่า

“เรามันคิดผิด หลวงปู่ท่านรู้อะไร ๆ มากกว่าเราเสียอีก คำเตือนของท่านสั้น ๆ และไม่ค่อยมีให้ฟังบ่อยนัก เป็นสิ่งที่ลุ่มลึกแฝงไว้ด้วยปัญญาอันแยบคาย ความคิดของครูบาอาจารย์กว้างไกลเกินปัญญาเราเป็นไหน ๆ ตัวแท้ของการปฏิบัติคือความพากเพียร กำจัดอาสวกิเลสภายในใจ ไม่ใช่ถือเอากิริยาอาการภายนอกของครูบาอาจารย์เป็นเกณฑ์”

ท่านมาได้ตระหนักชัดอีกครั้งว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ แต่อยู่ที่การวางใจให้ถูกต้อง ไม่ว่าทำอะไรก็สามารถเป็นการภาวนาได้

คราวหนึ่งพระภิกษุชานั่งปะชุนจีวรที่ขาดวิ่น ใจนั้นนึกถึงการภาวนาอยู่ตลอดเวลา อยากรีบปะชุนให้เสร็จเร็ว ๆ เพื่อจะได้ไปภาวนาต่อ ขณะนั้นเองหลวงปู่กินรีเดินผ่านมา สังเกตเห็นอาการของพระหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า

“ท่านชา จะรีบร้อนไปทำไมเล่า”

“ผมอยากให้เสร็จเร็ว ๆ ครับหลวงปู่”

“เสร็จแล้วท่านจะทำอะไรล่ะ”

“จะไปทำอันนั้นอีก”

“ถ้าเสร็จอันนั้นแล้ว ท่านจะทำอะไรอีกล่ะ”

“ผมก็จะทำอย่างอื่นอีก”

“เมื่อทำอย่างอื่นเสร็จแล้ว ท่านจะไปทำอะไรอีกเล่า”

เมื่อเห็นว่าใจของพระภิกษุชาไม่ได้อยู่กับงานที่กำลังทำ แต่คิดถึงงานชิ้นอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหน้า และรีบร้อนจะทำให้เสร็จไว ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปภาวนาต่อ หลวงปู่กินรีจึงเตือนพระหนุ่มว่า

“ท่านชา ท่านรู้ไหม นั่งเย็บผ้าผืนนี้ก็ภาวนาได้  ท่านดูจิตตัวเองซิว่าเป็นอย่างไร แล้วก็แก้ไขมัน ท่านจะรีบร้อนไปทำไมเล่า ทำอย่างนี้เสียหายหมด ความอยากมันเกิดขึ้นท่วมหัว ท่านยังไม่รู้เรื่องของตนอีก”

คำพูดของหลวงปู่กินรีกระตุกใจของพระภิกษุชาอย่างแรงทำให้ท่านได้สติและเกิดความเข้าใจชัดเจนว่า ไม่ว่าอยู่ที่ไหนทำอะไร ก็ภาวนาได้ทั้งนั้น ขอให้หมั่นดูใจของตนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นี้เป็นบทเรียนที่ประทับใจท่านมาก และถือเป็นหลักปฏิบัติของท่านตลอดมา

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อท่านได้กลายเป็นพระวิปัสสนาจารย์ชั้นผู้ใหญ่ หากฆราวาสคนใดบอกท่านว่า ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม ท่านก็จะถามกลับว่า “แล้วมีเวลาหายใจหรือเปล่าล่ะ”

===============================
ที่มา 
ลำธารริมลานธรรม 2 รวมเกร็ดชีวิตและปฏิปทาของพระดีพระแท้ 
โดย พระไพศาล วิสาโล
===============================

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ทำไมต้องรู้จักกับความทุกข์ ธรรมะเปิดปัญญา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ


ทำไมต้องรู้จักกับความทุกข์ ธรรมะเปิดปัญญา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ


ทำไมต้องรู้จักกับความทุกข์ ท่านพุทธทาสบรรยายธรรมไว้ว่า สิ่งแรกที่สุดที่คนเราจะต้องรู้จัก และศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติกรรมฐานภาวนาในพระพุทธศาสนานั้น สิ่งนั้นก็คือความทุกข์

ไม่รู้ทุกข์ก็ให้ผู้อื่นเป็นคนบอก

คนเราเลยไม่รู้ว่าจะตั้งต้นอย่างไร ไม่มีปัญหา แล้วจะสะสางอะไร ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ จะไปหาหมอหรือหาการเยียวยารักษาทำไม สิ่งที่จะต้องมีปรากฏอยู่ในใจก็คือสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์เป็นสิ่งแรก ท่านอาจจะรู้สึกด้วยตนเองก็ได้ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร แต่มันคงจะไม่สมบูรณ์ไม่หมด ดังนั้นจึงต้องให้ผู้อื่นช่วยบอกให้

ข้อนี้ก็ตรงกับพระพุทธภาษิตที่ว่า แต่ก่อนโน้นก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติแต่เฉพาะเรื่องความทุกข์ กับเรื่องความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น พระองค์ตรัสว่า จะบัญญัติ (คือพูด คือกล่าว คือสอนแนะนำ แต่งตั้งอะไรก็ตาม) เฉพาะเรื่องทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ สังเกตว่าจะมีคำว่าทุกข์มาเป็นเรื่องแรก

การที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “ต้องให้ผู้อื่นช่วยบอกให้ (ว่าเป็นทุกข์)” ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพว่ามีด้วยหรือที่คนเราจะไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์จนกระทั่งต้องมีคนอื่นมาบอก
สมัยพุทธกาลมีเจ้าหญิงเลอโฉมมากนางหนึ่ง เมื่อได้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุณีในสำนักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้ หลงใหลในรูปโฉมของตน เพราะมีความงดงามมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็น ชนบทกัลยานี เทียบกับปัจจุบันคงคือตำแหน่งนางงาม

พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาให้เจ้าหญิงละจากการหลงในความงาม เพราะการยึดติดในรูปขันธ์ที่มองวาเป็นสุข แต่แท้จริงแล้วการยึดติดในรูปขันธ์นั้นเป็นทุกข์
พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตหญิงงามที่งามที่สุดในสามโลกให้คอยปรนนิบัติพระองค์ เจ้าหญิงจ้องมองพระเนตรไม่กระพริบ หญิงงามนางนั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็นหญิงชรา และตาย ร่างนั้นก็เน่าถูกแมลง สัตว์  และหนอนกัดกินจนเหลือแต่กระดูก

“อนิจจังหนอ” เจ้าหญิงเกิดวิชชาเข้าใจแล้วว่าการยึดติดในรูปขันธ์นั้นก็ไม่เที่ยง เราอาจทุกข์ หากวันหนึ่งผิวพรรณที่เคยสุกปลั่ง กลับแห้งมัวหมอง เส้นผมที่งามดำ จะกลายเป็นสีดอกเลา  เจ้าหญิงพระองค์นี้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไม่ยึดติดในรูปขันธ์อีกต่อไป

สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องรู้จักคือความทุกข์

ฉะนั้นเราควรจะต้องรับเรื่องนี้ให้ดี เราจึงได้มีหัวข้อเป็น ข้อที่หนึ่งว่า สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องรู้จักคือความทุกข์ ถ้าเก่งจริงรู้จักด้วยตนเองได้ รู้จักหมดก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่รู้จักพึงฟังดูว่า ควรจะมองอะไรในลักษณะที่เป็นทุกข์ นั้นว่าเป็นอย่างไร บางทีถึงกับมองกลับกัน เช่น เห็นสุขเป็นทุกข์ เห็นทุกข์เป็นสุข แต่โดยแท้จริงแล้วไม่เห็นทุกข์ เห็นสุขเป็นทุกข์นั้นมันก็จะโง่เกินไป จะเห็นทุกข์เป็นสุขนั่นแหละมักจะมีเสียเปล่า

 ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ไม่ต้องมีพระพุทธศาสนา

สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องรู้จักนั้น คือความทุกข์ เราจะมองกันในแง่นี้ก่อนว่า ถ้าไม่มีความทุกข์อยู่ในหมู่สัตว์โลกนี้ก็ไม่ต้องมีพุทธศาสนา พูดอย่างนี้ดีกว่า ถ้าในโลกมนุษย์ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่ต้องมีพุทธศาสนา หรือว่าไม่ต้องวิ่งมาหาพุทธศาสนา มาศึกษามาปฏิบัติ โดยเหตุที่มันมีความทุกข์อยู่ในหมู่มนุษย์ มันก็จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งที่จะแก้ไขความทุกข์นั้น นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั่นเอง


 ประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์

ถ้าจะดูกันตามประวัติศาสตร์ มันก็พูดได้ว่า เขารู้จักความทุกข์กันอย่างไร เขาก็หาทางแก้กันอย่างนั้น เขารู้จักความทุกข์กันเท่าไร มากน้อยเท่าไร เขาก็หาทางแก้กันเท่านั้น เขารู้จักความทุกข์กันสูงหรือต่ำอย่างไร เขาก็แก้กันได้เพียงเท่านั้น จนกว่ามันจะดีขึ้น ๆ สูงขึ้น ๆ มากขึ้น จนถึงกับรู้จักความทุกข์ถึงที่สุดจริง ๆ แล้วก็ดับความทุกข์ได้ถึงที่สุดจริง ๆ ไม่มีเหลือสำหรับจะให้ต้องแก้อะไรต่อไปอีก นี่มันเป็นมาอย่างนี้


 ที่มา 

เรียบเรียงจาก บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬบูชา ชุด คู่มือที่จำเป็นในการศึกษาและปฏิบัติธรรม ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น คือความทุกข์” โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

บทเมตตาหลวง หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมักจะใช้ภาวนาเจริญเมตตา ทำให้จิตตั้งมั่นได้ถึงระดับ อัปนาสมาธิ

บทเมตตาหลวง 

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านมักจะใช้ภาวนาเจริญเมตตา



คำสวดแผ่เมตตาตน

                อะหัง สุขิโต โหมิ. นิททุกโข โหมิ. อะเวโร โหมิ. อัพยาปัชโณ โหมิ. อะนีโฆ โหมิ. สุขี อัตตานัง ปริหะรามิ.
              
(ขอให้ข้าฯ จงถึงความสุข ขอให้ข้าฯ พ้นทุกข์ ขอให้ข้าฯ อย่าได้มีเวรภัย
ขอให้ข้าฯ อย่ามีใครรังแก เบียดเบียน ข่มเหง ขอให้ข้าฯ อย่ามีความทุกข์กาย
ทุกข์ใจ ข้าฯ จะรักษาตนให้เป็นสุข)

คำสวดแผ่เมตตา

                1.สัพเพ สัตตา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                2.สัพเพ ปาณา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                3.สัพเพ ภูตา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                4.สัพเพ ปุคคะลา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                5.สัพเพ อัตตะภาวะปริยาปันนา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                6.สัพเพ อิตถิโย อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                7.สัพเพ ปุริสา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                8.สัพเพ อะริยา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                9.สัพเพ อะนะริยา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                10.สัพเพ เทวา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                11.สัพเพ มะนุสสา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                12.สัพเพ วินิปาติกา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
                13.สัพเพ ปาณา อเวรา อัพยาปัชฌา อะมีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

คำแปลแผ่เมตตา

                สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง           สัตว์มีลมปราณทั้งปวง
                ภูตผีทั้งปวง                           บุคคลทั้งปวง
                สัตว์ในร่างกายเราทั้งปวง  สัตว์เพศหญิงทั้งปวง
                สัตว์เพศชายทั้งปวง            สัตว์เจริญทั้งปวง
                สัตว์ไม่เจริญทั้งปวง            เทวดาทั้งปวง
                สัตว์มีใจสูงทั้งปวง              สัตว์นรกทั้งปวง
              
อย่างจองเวรกัน อย่าผูกพยาบาทอาฆาตกัน อย่าเบียดเบียนกัน
อย่าข่มเหงรังแกกัน อย่ามีความทุกข์กายทุกข์ใจ
จงรักษาตนให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด
 

คำสวดแผ่กรุณา

                1.สัพเพ สัตตา      สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                2.สัพเพ ปาณา     สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                3.สัพเพ ภูตา        สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                4.สัพเพ ปุคคะลา                สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                5.สัพเพ อัตตะภาวะปริยาปันนา      สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                6.สัพเพ อิตถิโย   สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                7.สัพเพ ปุริสา      สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                8.สัพเพ อะริยา    สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                9.สัพเพ อะนะริยา              สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                10.สัพเพ เทวา     สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                11.สัพเพ มะนุสสา             สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ
                12.สัพเพ วินิปาติกา            สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ

คำแปลแผ่กรุณา

                สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง           สัตว์มีลมปราณทั้งปวง
                ภูตผีทั้งปวง                           บุคคลทั้งปวง
                สัตว์ในร่างกายเราทั้งปวง  สัตว์เพศหญิงทั้งปวง
                สัตว์เพศชายทั้งปวง            สัตว์เจริญทั้งปวง
                สัตว์ไม่เจริญทั้งปวง            เทวดาทั้งปวง
                สัตว์มีใจสูงทั้งปวง              สัตว์นรกทั้งปวง
                จงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิด 

คำสวดแผ่มุทิตา

                1.สัพเพ สัตตา                      ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                2.สัพเพ ปาณา                     ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                3.สัพเพ ภูตา                        ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                4.สัพเพ ปุคคะลา                                ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                5.สัพเพ อัตตะภาวะปริยาปันนา                      ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                6.สัพเพ อิตถิโย                   ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                7.สัพเพ ปุริสา                      ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                8.สัพเพ อะริยา                    ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                9.สัพเพ อะนะริยา                              ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                10.สัพเพ เทวา                     ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                11.สัพเพ มะนุสสา                             ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ
                12.สัพเพ วินิปาติกา                            ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ

คำแปลแผ่มุทิตา

                สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง           สัตว์มีลมปราณทั้งปวง
                ภูตผีทั้งปวง                           บุคคลทั้งปวง
                สัตว์ในร่างกายเราทั้งปวง  สัตว์เพศหญิงทั้งปวง
                สัตว์เพศชายทั้งปวง            สัตว์เจริญทั้งปวง
                สัตว์ไม่เจริญทั้งปวง            เทวดาทั้งปวง
                สัตว์มีใจสูงทั้งปวง              สัตว์นรกทั้งปวง
                อย่าวิบัติ คลาดเคลื่อนจากสมบัติ ที่ได้แล้ว 

คำสวดแผ่อุเบกขา

                1.สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                2.สัพเพ ปาณา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา ยัง
กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                3.สัพเพ ภูตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา ยัง
กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                4.สัพเพ ปุคคะลา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                5.สัพเพ อัตตะภาวะปริยาปันนา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู
กัมมะปะฎิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ
ทายาทาภะวิสสันติ
                6.สัพเพ อิตถิโย กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                7.สัพเพ ปุริสา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                8.สัพเพ อะริยา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                9.สัพเพ อะนะริยา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                10.สัพเพ เทวา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา ยัง
กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                11.สัพเพ มะนุสสา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู กัมมะปะฎิสะระณา
ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาทาภะวิสสันติ
                12.สัพเพ วินิปาติกา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธู
กัมมะปะฎิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสันติ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ
ทายาทาภะวิสสันติ

คำแปลแผ่อุเบกขา

                สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง           สัตว์มีลมปราณทั้งปวง
                ภูตผีทั้งปวง                           บุคคลทั้งปวง
                สัตว์ในร่างกายเราทั้งปวง  สัตว์เพศหญิงทั้งปวง
                สัตว์เพศชายทั้งปวง            สัตว์เจริญทั้งปวง
                สัตว์ไม่เจริญทั้งปวง            เทวดาทั้งปวง
                สัตว์มีใจสูงทั้งปวง              สัตว์นรกทั้งปวง
                มีกรรมเป็นของๆ ตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
               ทำกรรมสิ่งใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักได้รับผลของกรรมนั้น 

ความเป็นมาของพระคาถาเมตตาหลวง

              
พระคาถาเมตตาหลวงบทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ท่านมักจะใช้ภาวนาเป็นการเจริญเมตตาไปยังสรรพสัตว์ไม่มีประมาณ
ให้หมู่มนุษย์และเทวดาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วถึง
ต่อมา หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี
ได้รับถ่ายทอดไว้และได้มอบให้แก่หลวงพ่อเมตตาหลวง หรือ พระญาณสิทธาจารย์
(สิงห์ สุนทโร) แห่งวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
เพื่อใช้เป็นบทเจริญเมตตาแก่สรรพสัตว์ทั่วทุกทิศานุทิศ

อานิสงส์พระคาถาเมตตาหลวง

                พระคาถาเมตตาหลวงนี้เป็นการเจริญกรรมฐานชนิดที่มีอานิสงส์
ทำให้จิตตั้งมั่นได้ถึงระดับ อัปนาสมาธิ คือ เมตตา กรุณา และ มุทิตา
จิตสามารถตั้งมั่นได้ในระดับฌาณ ๓ ส่วนอุเบกขานั้น
ทำให้จิตตั้งมั่นได้ถึงฌาณ ๔
                ในกรรมฐาน ๔๐ นั้น ท่านเรียกการเจริญกรรมฐานแบบนี้ว่า พรหมวิหาร ๔ หรือ อัปปมัญญา ๔
                อนึ่ง...การเจริญเมตตาพรหมวิหารนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงอานิสงส์ไว้ว่า
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติอันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว
ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้ตั้งมั่นโดยลำดับ
สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ ประการ คือ
                ๑.ย่อมหลับเป็นสุข
                ๒.ย่อมตื่นเป็นสุข
                ๓.ย่อมไม่ฝันลามก
                ๔.ย่อมเป็นที่รักแห่งมนุษย์ทั้งหลาย
                ๕.ย่อมเป็นที่รักแห่งอมนุษย์ทั้งหลาย
                ๖.เทวดาทั้งหลายย่อมรักษา
                ๗.ไฟ…ยาพิษ…หรือศัสตราย่อมไม่กล้ำกรายได้
                ๘.จิตย่อมตั้งมั่นได้โดยเร็ว
                ๙.สีหน้าย่อมผ่องใส (วรรณะย่อมผ่องใส)
                ๑๐.เป็นผู้ไม่หลงใหลทำกาละ (สติสัมปชัญญะสมบูรณ์)
                ๑๑.เมื่อไม่แทงตลอดคุณอันยิ่ง (เมื่อยังไม่บรรลุธรรมชั้นสูง) ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก
                ด้วยอานิสงส์ดังกล่าวนี้ ท่านผู้ใดมีความประสงค์ที่จะเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ ก็จงรีบเร่งมือปฏิบัติได้ตั้งแต่บัดนี้
================================================
================================================
🙏น้อมอนุโมทนาสาธุ🙏
………………………………
เพจ : พลังบุญพลังธรรม 

ช่อง Youtube : @พลังบุญพลังธรรม