วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อัศจรรย์! อานุภาพเสียงสวดมนต์ สวดอย่างไรแผ่ไกลถึงภพสาม เรื่องเล่าจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต



อัศจรรย์! อานุภาพเสียงสวดมนต์ สวดอย่างไรแผ่ไกลถึงภพสาม เรื่องเล่าจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านลงไปถึงชั่วขณะชั่วครู่หนึ่ง


การสวดมนต์เป็นการกล่าวสรรเสริญคุณอันไม่มีประมาณของพระรัตนตรัย และบทสวดก็เป็นพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งศักดิ์สิทธิ์มากอยู่แล้ว ดังนั้น คนสวดมนต์เองเลยพลอยศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยเพราะกล่าวแต่คำที่ศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

การสวดมนต์ถ้าสวดด้วยความซาบซึ้งและเสื่อมใสในคุณของพระรัตนตรัยเปล่งเสียงออกมาเพื่อสรรเสริญพระคุณกล่าวถ้อยคำอันเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าออกไป เสียงที่เปล่งออกจากใจให้ดังกังวาลนั้นจะมีอานุภาพแผ่ไพศาลไปยังสวรรค์และพรหมโลก บนโลกมนุษย์ก็ครอบคลุมทั่วอาณาบริเวณหรือทำใจแผ่ให้ครอบคลุมทั้งโลกส่วนในพื้นล่างก็แผ่ไกลถึงอเวจีมหานรก การสวดเสียงดังต้องออกจากจิตที่เลื่อมใสและกอรปด้วยท่วงทำนอง วรรคตอนที่ถูกต้องไพเราะ

มาฟังพระมหาเถระผู้ทรงคุณธรรมคุณวิเศษหลวงปู่มั่นท่านได้เทศน์สอนและเล่าเรื่องราวประสบการณ์ตรงให้ฟังเกี่ยวกับเสียงสาธุการและอานุภาพเสียงสวดมนต์ว่าสวดแบบไหน มีอานุภาพแผ่ไปไกลถึงภพทั้งสาม


อานุภาพการสวดมนต์ เสียงดัง สวดในใจ และเสียงสาธุการ 

สมัยที่ท่านพระอาจารย์มั่น..พักอยู่บนดอยปะหร่อง (เชียงใหม่) กับพระอาจารย์มนู ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาต พอให้พรเสร็จ ท่านได้สอนให้ชาวบ้านกล่าวสาธุพร้อมกันด้วยเสียงสูง ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เล่าเป็นเชิงตลกว่า มือทั้งสองข้างของเขาชูขึ้นข้างบนเหมือนบั้งไฟจะขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่างั้นวันหนึ่ง ท่านนั่งพักในส่วนที่ทำเป็นที่พักกลางวัน มีเทพพวกหนึ่งมาจากเขาจิตรกูฏ มาถามท่านว่า “เสียงสาธุ สาธุนั้น สาธุอะไร สะเทือนสะท้านทุกวัน พวกเทพทั้งหลายได้ฟัง มีความสุขไปตาม ๆ กัน” ท่านมาพิจารณาว่า เสียงอะไร ที่ไหน จึงระลึกได้ว่า เสียงสาธุการของชาวบ้านตอนถวายทานนั่นเอง

พอรับทราบแล้วพวกเทพก็กล่าวว่า “เขาก็สาธุการด้วย” แล้วทำประทักษิณเวียนขวาลากลับไป ส่วนมากพวกเทพเขาจะทำอย่างนั้น ท่านพระอาจารย์มั่น เลยมาพิจารณาต่อได้ความว่า พุทธมนต์นั้นใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรของพระสงฆ์เช้า เย็น หรือชาวพุทธทุกคน สวดมนต์ระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้หมื่นจักรวาล สวดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนจักรวาล

สวดมนต์เช้าเย็นธรรมดา 


มีอานุภาพแผ่ไปได้แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในสามภพ และที่สุดอเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อแว่วเสียงพุทธมนต์ผ่านลงไปถึงชั่วขณะชั่วครู่หนึ่ง ดีกว่า หาความสุขไม่ได้เลยตลอดกาล นี้คืออานิสงส์ของพระพุทธมนต์ ท่านพระอาจารย์มั่นว่าอย่างนี้


หลวงพ่อคะ สวดมนต์แบบในใจ กับ สวดมนต์แบบออกเสียง อานิสงส์เท่ากันไหมคะ.?”หลวงพ่อ : “ไม่เท่าหรอก เพราะมันเหนื่อยไม่เท่ากัน… อานิสงส์ ถ้าแปลตามความหมายแปลว่า ผลที่พึงจะได้รับ ลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่ สุดแท้แต่คน บางคนนึกในใจ จิตเขาฟุ้งซ่านใช่ไหม..บางคนออกเสียงเหนื่อยเกินไป สวดในใจดีกว่าก็รวมความว่า สุดแล้วแต่ทำอย่างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากัน บางคนนึกในใจไม่ได้หรอก จิตฟุ้งซ่าน ต้องว่าออกเสียงดัง ๆ

ถ้าอย่างหลวงพ่อออกเสียงดังไม่ดี นึกในใจดีกว่า ก็สุดแล้วแต่คน นี่ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่า และสวดมนต์ได้ดีกว่ากัน ต้องถือตามนั้นนะ การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่ สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ อานิสงส์ใหญ่จริง ๆ อยู่ที่เจตนา จิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง และเวลาสวดมนต์ด้วยความเคารพจริง ถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่

ถ้าสวดมนต์ว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจ ว่าส่งเดช อย่างนี้ว่ามาก ก็ยังมีอานิสงส์น้อย

ทีนี้ถ้าจะถามว่าสวดมนต์กับภาวนา อย่างไหนจะมีอานิสงส์มากกว่า ถ้าสวดมนต์ก็อยู่แค่อุปจารสมาธิ ถ้าภาวนาสั้น ๆ จิตเป็นฌานได้ต่างกัน ทีนี้ถ้าคนภาวนาส่งเดชก็ไม่เป็นเรื่องเหมือนกัน แต่ภาวนาส่งเดชก็ดีกว่าไม่ภาวนาเลย ใช่ไหม..”


การทำกรรมมี ๓ ทาง 

คือ มโนกรรม(ทางใจ) , วจีกรรม(ทางวาจา) , กายกรรม(ทางกาย)

การสวดมนต์ คือการทำกรรมทางวาจา ที่เรียกว่า วจีกรรม จึงต้องมีการเปล่งเสียง ออกอักขระทางวาจา การสวดมนต์ในใจ ไม่เรียกว่าการสวดมนต์ แต่เรียกว่า การบริกรรมภาวนา ก็หุบปากอยู่เงียบกริบ แล้วจะเรียกว่า “สวด” ได้ไงกัน ? ดังนั้น ในภาวะปกติ บุญของการสวดแบบบริกรรมย่อมน้อยกว่าการเปล่งเสียงแน่นอน

ยกเว้น คุณบริกรรมบทสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ จนได้จิตรวมเป็นสมาธิขึ้นมา แบบนั้นจึงจะได้บุญมากกว่าการสวดออกเสียง อยู่ที่เจตนา ความตั้งใจในการสวด การนึกความคิดขณะสวดที่จะบูชาคุณพระรัตนตรัย ควรเข้าใจความหมายด้วยจะดีที่สุด ใจที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิยิ่งนิ่งยิ่งได้บุญมาก


ขอขอบคุณที่มาจาก

: https://pantip.com/topic/3459130

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

วันมาฆบูชา (Makha Bucha Day)



วันมาฆบูชา (Makha Bucha Day)

วันมาฆบูชา ในปี 2562 นี้ ตรงกับ วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งก็ถือว่าเป็นปีหนึ่งที่ดี เพื่อที่จะได้ให้ประชาชนทั่วไปสามารถหยุดและพาครอบครัวไปทำบุญ และพิธีทางศาสนาได้อยากเต็มที่ วันนี้สกู๊ปเอ็มไทย จึงนำประวัติวันมาฆบูชา ความสำคัญและ บทสวดมนต์ คำสอนที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับ วันมาฆบูชา มาฝากกันครับ
วันมาฆบูชา “วันจาตุรงคสันนิบาต” วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
วันมาฆบูชา หรือ วันจาตุรงคสันนิบาต “มาฆะ” เป็นชื่อเดือน 3 ที่ย่อมาจากคำว่า “มาฆบุรณมี” ที่หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน วันมาฆบูชา ตรงกับขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 3 หรือประมาณราวเดือนกุมภาพันธ์ แต่หากเป็นปีอธิกมาส (ปีที่มีเดือน 8 สองหน) วันมาฆบูชาจะเลื่อนไปเป็น วันขึ้น 15 ค่ำกลางเดือน 4 หรือประมาณเดือนมีนาคม
ประวัติวันมาฆบูชา
วันมาฆบูชา ในภาษาบาลีอ่านว่า “มาฆปูชา” และ “มาฆบูชา” ย่อมาจาก “มาฆปูรณมีบูชา” ซึ่งหมายถึง การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเ นื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น เมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ
  • พระสงฆ์สาวก จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย
  • พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือ ผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
  • พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรง อภิญญา 6
  • วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณ มีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้น จึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4
ปัจจุบัน วันมาฆบูชา ได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทาน โอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล
สำหรับในปี พ.ศ. 2562 นี้ วันมาฆบูชาจะตรงกับ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ตามปฏิทินสุริยคติ การเตรียมตัวก่อนประกอบพิธีเวียนเทียนมีดังนี้
  • อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน
  • แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่
  • เตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องบูชาให้เรียบร้อย
  • เมื่อถึงวัดแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอันไม่เหมาะสม

ความหมายการเวียนเทียน วันมาฆบูชา

  • เวียนเทียน รอบที่ 1 : รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาบท อิติปิโส ภะคะวาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ
  • เวียนเทียน รอบที่ 2 : รำลึกถึงคุณพระธรรม ภาวนาบทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ
  • เวียนเทียน รอบที่ 3 : รำลึกคุณพระสงฆ์ ภาวนาบทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ ระหว่างนั้นต้องทำจิตใจให้สงบ แน่วแน่กับบทบูชา

กิจกรรมต่างๆ ที่ควรปฏิบัติในวันมาฆบูชา

หลักการปฏิบัติสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชา คือ ทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และเข้าวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา อีกทั้งบำเพ็ญประโยชน์แก่บุคคลรอบข้าง บำรุงสถานที่ศาสนา เมื่อถึงตอนค่ำ จะนำดอกไม้ธูปเทียน นำมาเวียนรอบพระอุโบสถ โดยเวียนจากขวาไปซ้าย จำนวน 3 รอบ ซึ่งระหว่างเดินให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงค์ และคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นบุญกุศลให้กับตัวเอง

อภิญญา 6

อภิญญา แปลว่า “ความรู้ยิ่ง” หมายถึง ปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐาน
  • อิทธิวิธิ หมายถึง แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้
  • ทิพพโสต หมายถึง มีหูทิพย์
  • เจโตปริยญาณ หมายถึง กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
  • ปุพเพนิวาสานุสติญาณ หมายถึง ระลึกชาติได้
  • ทิพพจักขุ หมายถึง มีตาทิพย์
  • อาสวักขยญาณ หมายถึง รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป

บทสวดมนต์ ในวันมาฆบูชา
บทสวด
อัชชายัง มาฆะปุณณะมี สัมปัตตา มาฆะนักขัตเตนะ ปุณณะจันโท ยุตโต ยัตถะ ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ จาตุรังคิเก สาวะกะสันนิปาเต
โอวาทะปาฏิโมกขัง อุททิสิ ตะทาหิ อัฑฒะเตระสานิ สัพเพสังเยวะ ขีณาสะวานัง สัพเพ เต เอหิภิกขุกา สัพเพปิ เต อะนามันติตาวะ ภะคะวะโต สันติกัง อาคะตา เวฬุวะเน กะลันทะกะนิวาเป มาหะปุณณะมิยัง วัฑฒะมานะกัจฉายายะ ตัสมิญจะ สันนิปาเต ภะคะวาวิสุทธุโปสะถัง อะกาสิ อะยัง อัมหากัง ภะคะวะโต เอโกเยวะ สาวะกะสันนิปาโต อะโหสิ จาตุรังคิโก อัพฒะเตระสานิ ภิกขุสะตานิ สัพเพสังเยวะ ขีณาสะวานัง มะยันทานิ อิมัง มาฆะปุณณะมี นักขัตตะสะมะยัง ตักกาละสะทิสัง สัมปัตตา จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะระมานา อิมัสมิง ตัสสะ ภะคะวะโต สักขิภูเต เจติเย อิเมหิ ทีปะธูปะปุปผาทิสักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง ตานิ จะ อัฑฒะเตระสานิ
ภิกขุสะตานิ อะภิปูชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สะสาวะกะสังโฆ สุจิระปะรินิพพุโต คุเณหิ ธะระมาโน อิเม ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะฯ

คำแปล
วันนี้มาประจวบวันมาฆปุรณมี เพ็ญเดือน ๓ พระจันทร์เพ็ญประกอบด้วยฤกษ์มาฆะ ตรงกับวันที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ขึ้น ในที่ประชุมสาวกสงฆ์พร้อมด้วยองค์ ๔ ประการ ครั้งนั้น พระภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์ ล้วนแต่เป็นพระขีณาสพ อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ไม่มีผู้ใดเรียกมาประชุมยังสำนักพระผู้มีพระภาค ณ เวฬุวนาราม เวลาตะวันบ่ายในวันมาฆปุรณมี,  แลสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำวิสุทธิอุโบสถ ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ขึ้น ณ ที่ประชุมแห่งนั้น การประชุมสาวกสงฆ์ พร้อมด้วยองค์ ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลายนี้ ได้มีครั้งเดียวเท่านั้น พระภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์ล้วนแต่พระขีณาสพ บัดนี้เราทั้งหลายมาประจวบมาฆปุรณมีนักขัตต์สมัยนี้ ซึ่งคล้ายกับวันจาตุรงคสันนิบาตนั้นแล้ว มาระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์นั้น ด้วยสักการะทั้งหลายมีเทียนธูปแลดอกไม้เป็นต้นเหล่านี้ ในเจดียสถานนี้ ซึ่งเป็นพยานของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยสาวกสงฆ์ แม้ปรินิพพานนานมาแล้วด้วยดี ยังเหลืออยู่แต่พระคุณเจ้าทั้งหลาย จงทรงรับสักการะบรรณาการคนยากเหล่านี้ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เทอญ.
............................................................................................
#ประวัติวันมาฆบูชา #วันมาฆบูชา #วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

"หลวงพ่อพุธ" ยืนยัน สวดพระคาถา "อิติปิโส" อานุภาพยิ่งใหญ่มาก


"หลวงพ่อพุธ" ยืนยัน สวดพระคาถา "อิติปิโส" อานุภาพยิ่งใหญ่มาก แนะเคล็ดวิธี ทำถูกต้อง อานิสงส์ยิ่งใหญ่เหลือล้น..

เชื่อหรือไม่!?! “หลวงพ่อพุธ” เผยเคล็ดลับไว้ การท่องบทอิติปิโสแบบนี้? สามารถนำมาทำน้ำมนต์ พร้อมแก่รักษาโรคได้ อานุภาพมากล้นจริงๆ

การสวดมนต์ นอกจากจะเป็นการเคารพบูชาพระรัตนตรัย และรักษาธรรมเนียมปฏิบัติของพุทธศาสนาแล้ว ยังมีความเชื่อกันว่า คนที่สวดมนต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะมีสติปัญญาดี จิตใจนิ่งสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และมักจะประสบพบเจอแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิต และบ่อยครั้งที่เรามักได้ยินเรื่องราวความมหัศจรรย์ของการสวดมนต์จากพุทธศาสนิกชนมากมาย ที่ครั้งหนึ่งชีวิตตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ไม่ว่าจะเจ็บป่วยทางกายหรือทางใจอย่างแสนสาหัส แต่ด้วยจิตสงบนิ่งจากการหันหน้าพึ่งพระธรรม ตั้งใจเพียรภาวนา และสวดมนต์ ก็สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤตนั้นมาได้ ดังเช่นคำ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี กล่าวไว้ว่า “สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน”

ในการปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างอื่น ใครจะว่าอะไรวิเศษวิโส อะไรก็ เชิญท่านว่าไปเถอะ เราก็เอาสวด “อิติปิโส” ของเรา อันเดียวเท่านั้น สวดไปๆ จิตมันสงบเป็นสมาธิเอง บทสวดมนต์นี่ เราสวดทุกวันๆ ถึงแม้ว่ารู้สึกว่าจิตของเรา ไม่มีสมาธิก็ตาม มันจะค่อยฝังลงในส่วนลึกของจิต มันจะฝังเข้า ไปในจิตใต้สำนึก

ภายหลังมานี่ ถ้าเราสวดต่อเนื่องกัน ถึงตี ๒ ตี ๓ ตี ๕ ตี ๗ นี่ ต่อไปเราไม่ต้องสวดมนต์ ถ้าเวลากะทันหันนี่ สวดแล้วจะทำอะไร เช่น จะทำน้ำมนต์ หรือว่าลูกหลานเจ็บป่วย เราสำรวมจิตปั๊บ นึกถึง พุทโธๆๆๆๆ เป่าพรวดลงไป บางทีก็หาย เราสวดทุกวันๆ อิทธิพลมันเข้าไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก บทสวดมนต์นี่ สวดทุกวันๆๆๆ นี่ มันเพิ่มความขลังความ ศักดิ์สิทธิ์

เราไม่ได้สวดมนต์เพื่อขลัง เพื่อศักดิ์สิทธิ์ แต่ความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นผลพลอยได้ เพราะฉะนั้น อิติปิโส สวดทุกวันๆๆ แม้แต่เพียงวันละจบเท่านั้น มันก็ยังมีผล ทีนี้ สมมติว่าญาติโยมทั้งหลายพากันยึดมั่นในการสวด พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วก็เมตตาพรหมวิหาร ถ้ายังแถม รักษาศีล ๕ ด้วย ยิ่งดี เราสามารถที่จะทำอะไรดีๆ ได้เหมือนพระ บางทีอาจจะดีกว่าพระเสียด้วยซ้ำไป
       ทั้งนี้ บทสวดมนต์ ยอดนิยมมากมายล้วนแต่มีอานิสงส์ในทางความเชื่อแตกต่างกัน แต่ว่ากันว่า สวดอิติปิโสเท่าอายุ หรือ สวดอิติปิโสเท่าอายุและเพิ่มไปอีก 1 บท จะช่วยต่อดวงชะตาให้ยืนยาว ป้องกันภูติผีปีศาจ แคล้วคลาดจากโรคภัยต่าง ๆ และอุบัติเหตุ จิตใจเข้มแข็ง ปัญญาดี หลับสบาย มีสมาธิ เทวดารักษา เป็นคนมีเสน่ห์และเป็นที่รัก เนื่องด้วยการ สวดอิติปิโสเท่าอายุ เปรียบเสมือนปฐมบทแห่งการบูชาคุณ หรือการถวายพระพรพระศาสดาในศาสนาพุทธนั่นเอง

บทสวดมนต์อิติปิโสฯ แต่ละตัวอักษรจะมีความย่อของ 1 บท เช่น อิ = 1 บท , ติ = 1 บท ดังตัวอย่างด้านล่าง


“#อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
(สวดเท่าอายุเกินอายุหนึ่งจบ)

๑. #อิ. อิฏโฐ สัพพัญญุตัญญานัง อิจฉันโต อาสะวักขะยัง
อิฏฐัง ธัมมัง อะนุปปัตโต อิทธิมันตัง นะมามิหัง
(อิ แปล จงหมั่นภาวนา ป้องกันศัสตรา ห่อนต้องอินทรีย์ ทำให้แคล้วคลาด นิราศไพรี สิริย่อมมี แก่ผู้ภาวนา)

๒. #ติ. ติณโณ โย วัฏฏะทุกขัมหา ติณณัง โลกานะมุตตะโม
ติสโส ภูมี อะติกกันโต ติณณะโอฆัง นะมามิหัง
(ติ แปล ถึงบทนี้ไซร้ หมั่นภาวนาไว้ กันภัยนานา ภูตผีปีศาจ มิอาจเข้ามา ทั้งปอปทั้งห่า ไม่มาหลอกหลอน)

๓. #ปิ. ปิโย เทวะมะนุสสานัง ปิโยพรหมานะมุตตะโม
ปิโย นาคะสุปัณณานัง ปิณินทริยัง นะมามิหัง
(ปิ แปล ภาวนานึก สติตรองตรึก อย่าทำใจร้อน สารพัดเมตตา อย่าได้อาวรณ์ ครูแต่เก่าก่อน เคยได้ใช้มา)

๔. #โส. โสกา วิรัตตะจิตโต โย โสภะนาโม สะเทวะเก
โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต โสภะวัณณัง นะมามิหัง
(โส แปล ภาวนาทุกวัน ตามกำลังวัน ป้องกันอันตราย ทุกข์ภัยพิบัติ สารพัดเหล่าร้ายศัตรูทั้งหลาย แคล้วคลาดห่างไกล)

๕. #ภะ. ภะชิตา เยนะ สัทธัมมา ภัคคะปาเปนะ ตาทินา
ภะยะสัตเต ปะหาเสนโต ภะยะสันตัง นะมามิหัง
(ภะ แปล จงภาวนา กันโรคโรคา ไข้เจ็บทั้งหลาย ศัตรูมุ่งมาด มิอาจทำได้ พินาศยับไปด้วยพระคาถา)

๖. #คะ. คะมิโต เยนะ สัทธัมโม คะมาปิโต สะเทวะกัง
คัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง คะตะธัมมัง นะมามิหัง
(คะ แปล ถ้าหมั่นภาวนา โรคภัยโรคา ไม่มาย่ำยี จะค่อยบรรเทา หากโรคเก่ามี มิช้ากายี สิ้นทุกข์สุขา)

๗. #วา. วานา นิกขะมิ โย ตัณหา วาจัง ภาสะติ อุตตะมัง
วานะ นิพพาปะ นัตถายะ วายะมันตัง นะมามิหัง
(วา แปล บทนี้ดีล้ำ ภาวนาซ้ำๆ ป้องกันศัตรู เหล่าโจรอาธรรม์ พากันหนีอู้ ไม่คิดต่อสู้ออกได้หายไป)

๘. #อะ. อะนัสสา สะกะสัตตานัง อัสสาสัง เทติ โย ชิโน
อะนันตะคุณะสัมปันโน อันตะคามิง นะมามิหัง
(อะ แปล ให้ภาวนา กันเสือช้างมา ทำร้ายรบกวน เป็นมหาจังงัง สิ้นทั้งชบวนจระเข้ประมวล สัตว์ร้ายนานา)

๙. #ระ. ระโต นิพพานะสัมปัตเต ระโต โย สัตตะโมจะเน
รัมมาเปตีธะ สัตเต โย ระณะจัตตัง นะมามิหัง
(ระ แปล ภาวนาไว้ คุณคนคุณไสย สารพัดพาลา ใช้ป้องกันได้ มิให้เข้ามาถูกต้องกายา พินาศสูญไป)

๑๐. #หัง. หัญญะติ ปาปะเก ธัมเม หังสาเปติ ปะรัง ชะนัง
หังสะมานัง มะหาวีรัง หันตะปาปัง นะมามิหัง
(หัง แปล ให้ภาวนา ในเมื่อเวลา เข้าสู่สงคราม ข้าศึกศัตรู ใจหู่ครั่นคร้ามไม่คิดพยายาม ทำร้ายเราแล)

๑๑. #สัม. สังขะตาสังขะเต ธัมเม สัมมา เทเสสิ ปาณินัง
สังสารัง สังวิฆาเฏติ สัมพุทธันตัง นะมามิหัง
(สัม แปล ภาวนาตรึก ช่างดีพิลึก ท่านให้รำพัน เมื่อจะเข้าสู่ เหล่าศัตรูสรรพหมดสิ้นด้วยกัน พ่ายแพ้ฤทธิ์)

๑๒. #มา. มาตาวะ ปาลิโต สัตเต มานะถัทเธ ปะมัททิโต
มานิโต เทวะสังเฆหิ มานะฆาฏัง นะมามิหัง
(มา แปล ภาวนาไว้ ถ้าหมั่นเสกไซร้ ทุกวันยิ่งดี แก้คนใจแข็ง มานะแรงมีใจอ่อนทันที ไม่เย่อไม่หยิ่ง)

๑๓. #สัม. สัญจะยัง ปาระมี สัมมา สัญจิตะวา สุขะมัตตะโน
สังขารานัง ขะยัง ทิสวา สันตะคามิง นะมามิหัง
(สัม แปล สำหรับบทนี้ ตำรับกล่าวชี้ ว่าดีจริงจริง สำหรับเสกยา ปัญญาดียิ่งสุดจะหาสิ่ง ใดมาเปรียบปาน)

๑๔. #พุท. พุชฌิตวา จะตุสัจจานิ พุชฌาเปติ มะหาชะนัง
พุชฌาเปนตัง สิวัง มัคคัง พุทธะเสฏฐัง นะมามิหัง
(พุท แปล ภาวนาไป เสนียดจัญไร มิได้พ้องพาน อุปสรรคไรไร ก็ไม่คะคานแสนจะสำราญ ให้หมั่นภาวนา)

๑๕. #โธ. โธติ ราเค จะ โทเส จะ โธติ โมเห จะ ปาณินัง
โธตะเกลสัง มะหาปุญญัง โธตาสะวัง นะมามิหัง
(โธ แปล ภาวนาไว้ กันเสือช้างได้ ทั้งสุนัขหมา ใช้ป้องกันภัย สัตว์ร้ายนานาไม่อาจเข้ามาย่ำยีบาทา)

อย่างไรก็ดี การสวดมนต์ ไม่ว่าจะบทใดคาถาใดก็ตาม สิ่งที่ผู้ปฏิบัติได้ประโยชน์แน่นอนคือ สมาธิจากจิตที่สงบนิ่ง ดังนั้น อย่ามุ่งหวังผลพวงจากการสวดมนต์ เพราะสวดมนต์ต้องสวดด้วยปัญญา อย่าสวดเพียงเพื่อศรัทธา มนต์นั้นถึงจะแสดงผล

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา หลวงพ่อจรัญ




หลวงพ่อจรัญ พระนักเทศน์ นักพัฒนา
......................................................
มีคำสอนของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม หลายเรื่องที่มีความโดดเด่น เช่น การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน การสวดมนต์แผ่เมตตา และสอนเรื่องกฎแห่งกรรม ทำให้ศิษยานุศิษย์นำไปปฏิบัติตามรอยท่าน

ขณะที่พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี สอนวิธีการทำกรรมฐานให้แก่ลูกศิษย์ เน้นเรื่องการกำหนดจิตและพัฒนาจิต ด้วยการทำวิปัสสนากรรมฐานด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 แบบยุบหนอ-พองหนอ

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่โดดเด่นของท่าน ซึ่งท่านได้เล่าเรียนวิชานี้จากหลวงพ่อเดิม ที่วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ เมื่อครั้งที่ท่านยังแข็งแรง ท่านจะสอนทำกรรมฐานด้วยตัวท่านเองทุกครั้ง ซึ่งทุกวันนี้ ที่วัดอัมพวัน กลายเป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐานและแหล่งฝึกฝนจิตที่เป็นที่รู้จักของชาวพุทธ ในแต่ละวันมีผู้มาเจริญกรรมฐานกว่า 2,000-3,000 คน

“หลวงพ่อจรัญ” สอนให้ผู้คนทำความดี ยึดมั่นในศีลธรรม เช่นที่มีคำสอนบ่อยๆ ว่า “สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา” และ “มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้วเราก็อุทิศเลย”

เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ มักจะออกมาพบปะญาติโยมเสมอ วันละ 1 ชั่วโมง ทั้งเช้าและบ่าย เป็นเวลาหลายสิบปี แม้ระยะหลังที่ท่านอาพาธก็ยังลงมา ลดเหลือรอบละครึ่งชั่วโมง แต่ไม่สามารถเทศน์ได้แล้ว เพราะแพทย์ห้ามใช้เสียง หลักธรรมคำสอนของหลวงพ่อจรัญนั้น เน้นหนักในเรื่องกฎแห่งกรรม โดยมีการทำหนังสือเรื่องกฎแห่งกรรม ยกเหตุการณ์ที่ท่านประสบเองขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์และเครื่องเตือนใจให้แก่ผู้อื่น ขณะเดียวกัน ท่านก็แนะนำวิธีการแก้กรรมและลดกรรมด้วยการแผ่เมตตา การกรวดน้ำ และการใช้สมาธิกำหนดจิตอธิษฐาน

คาถาพาหุงมหากา เป็นบทสวดมนต์ที่หลวงพ่อจรัญส่งเสริมให้ชาวพุทธหมั่นสวดเสมอ เพื่อเป็นเครื่องเจริญสติ ช่วยคุ้มกันภัย และสร้างความเจริญรุ่งเรือง

ทางวัดอัมพวันยังได้รวบรวมคำสอนของหลวงพ่อจรัญไว้ในเว็บไซต์ jarun.org ทั้งที่เป็นลายมือของท่าน เช่น คำสอนหลักธรรมสังคหวัตถุ 4 หรือหลักธรรมแห่งการแบ่งปัน ไฟล์วิดีโอ รูปภาพ และบทสวดมนต์

หลวงพ่อจรัญ สอนว่า สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน และการสวดตามแนวหลวงพ่อจรัญ คือ บูชาพระรัตนตรัย แล้วตั้งนะโม 3 จบ จากนั้นสวดไตรสรณคมน์ สวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้วตามด้วยพาหุงมหากา จบด้วยการสวดอิติปิโส (พุทธคุณ) เท่าอายุ + 1 จบ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตามแบบอย่างหลวงพ่อจรัญ พระภิกษุผู้อยู่ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ถึง 68 พรรษา สร้างคุณงามความดีไว้มากมาย จนได้ชื่อว่าเป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ มีวัตรปฏิบัติที่งดงาม และไม่นิยมลาภสักการะ.

Cr : สำนักข่าวไทย

อานิสงค์การสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ”



อานิสงค์การสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ”
จุฑามาศ จิเจริญ

ผู้เขียนเป็นคนฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร มีความผูกพันใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่จำความได้ เพราะบ้านที่พักอาศัยอยู่รายล้อมไปด้วยวัดต่างๆ ทั้งเหนือใต้ออกตก เช่น วัดโพธินิมิต(วัดโพธิ์) วัดราชคฤห์(วัดมอญ) วัดอินทาราม(วัดใต้) วัดกระจับพินิจ(วัดกระจับ) วัดกันตยาราม(วัดใหม่จีนกัน) ฯลฯ ดังนั้นการได้เห็นได้สัมผัสและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะพ่อแม่ของผู้เขียนจะนิมนต์พระมารับบิณฑบาทที่บ้านเป็นประจำทุกเช้า เมื่อถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา พ่อแม่จะชักชวนลูกๆหลานๆไปใส่บาตรที่วัดใกล้บ้าน และเมื่อถึงวันเกิดพ่อในวันที่ ๒๗ ธันวาคมของทุกปี จะมีการนิมนต์พระมาทำบุญที่บ้าน นอกจากนั้น ไม่ว่าจะดึกดื่นค่อนคืนขนาดไหน แม่จะต้องสวดมนต์ก่อนเข้านอนที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาพระ ทุกคืนไม่เคยขาด

หากผู้เขียนกลับจากโรงเรียนช่วงบ่ายๆจะพบว่าแม่กำลังเปิดวิทยุฟังรายการธรรมะอยู่บ่อยๆ ผู้เขียนจึงพลอยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับนรกสวรรค์ และการเวียนว่ายตายเกิดอยู่เป็นประจำอย่างไม่ได้ตั้งใจ เป็นการฟังแบบผ่านๆ เมื่อพ่อไปงานฌาปนกิจศพ พ่อจะได้รับแจกหนังสือที่ระลึกกลับมา และจะนำมาวางไว้บนชั้นหนังสือ ซึ่งผู้เขียนมักจะมีโอกาสได้อ่านเรื่องกฎแห่งกรรมของท.เลียงสมบูรณ์ ที่อยู่ในหนังสือที่ระลึกงานศพ ทั้งๆที่สมัยเด็กๆผู้เขียนกลัวผีที่สุดในชีวิต กลัวแบบไม่มีเหตุผล รู้แต่ว่ากลัว กลัวถึงขนาดตอนพ่อของผู้เขียนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (โรงพยาบาลทหารเรือ) เมื่อปี ๒๕๓๔ ผู้เขียนไม่สามารถอยู่ที่บ้านของตนเองได้ ต้องไปนอนบ้านเพื่อน กลัวถึงขนาดที่รู้สึกว่าเวลาอาบน้ำต้องเข้าไปในห้องน้ำซึ่งมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลื่ยมผืนผ้ายาวๆคล้ายโลงศพ ทำให้กลัว ต้องให้เพื่อนมายืนคุยด้วยที่หน้าห้องน้ำจนกว่าจะอาบน้ำเสร็จ แต่ถึงอย่างไรผู้เขียนก็ยังชื่นชอบที่จะอ่านเรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือที่ระลึกงานศพ ซึ่งมีการเขียนไว้อาลัยถึงคุณงามความดีของผู้วายชนม์ มีงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมของ ท. เลียงพิบูลย์ งานเขียนเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ ตายแล้วฟื้น อยู่ดี

การได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของธรรมะในวัยเยาว์ของผู้เขียน เป็นการเข้าไปสัมผัสแบบมิได้รู้ตัวมิได้ตั้งใจมิได้เกิดจากความต้องการของตัวเอง แต่เกิดจากบุคคลรอบตัวเป็นผู้นำพา ต่อมาในช่วงวัยรุ่นของผู้เขียน การได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของธรรมะ เปลี่ยนจากความไม่รู้เนื้อรู้ตัว มาเป็นความตั้งใจที่เกิดจากการชักชวน เชิญชวน แนะนำ ของบุคคลในครอบครัว และของบุคคลอื่นที่อยู่รอบตัว มีเพียงความสุขและความสนุกสนานในเบื้องหน้าเป็นแรงจูงใจ เมื่อล่วงเข้าสู่วัยทำงานของผู้เขียน การได้เข้าไปสัมผัสกลิ่นไอของธรรมะในวัยนี้ เป็นการตั้งใจอย่างที่สุด หวังเพียงเพื่อพบกับความสบายใจ เพื่อพบกับที่พึ่งทางใจ เพื่อพบกับคำตอบในการดำรงตนและการวางตนที่ดี ที่ถูกต้องเหมาะสม

การเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมนั้น ผู้เขียนเคยไปสัมผัสมาหลายวัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยในช่วงต้นๆดำเนินไปแบบผิวเผิน ไม่ลึกซึ้ง เพราะขณะนั้นความทุกข์ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาในชีวิตยังไม่ถึงที่สุด จิตใจยังสามารถบริหารจัดการความทุกข์ แบกรับความทุกข์ และปล่อยวางความทุกข์ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิตได้เป็นระยะๆ ทำให้ไม่มีความทุกข์ติดค้างภายในใจมากเกินไปนัก

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ความเข้มแข็งของจิตใจในการบริหารจัดการความทุกข์กลับลดลง พื้นที่ในการจัดวางความสุขภายในจิตใจถูกจำกัด ด้วยความทุกข์มากมายหลากหลายรูปแบบ ซึ่งได้เข้ามาจับจองพื้นที่ไว้ก่อนหน้านี้ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ในการจัดวางความรู้สึกใดๆลงไปได้อีก ที่สำคัญความทุกข์ที่อัดแน่นอยู่ภายในจิตใจนั้น กลับไม่ได้รับการละวางและปล่อยวางจากผู้เป็นเจ้าของความทุกข์แต่อย่างใด

เมื่อถึงทางตันจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาที่พึ่งใหม่ๆ จนทำให้ในราวปลายปี ๒๕๔๙ ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ปรากฏชื่อที่หน้าปกว่าอานิสงส์ของการสวดพระพุทธคุณ และบทสวดมนต์ถวายพรพระ ของพระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะที่บ้านของน้องคนหนึ่งในจังหวัดเลย

ผู้เขียนได้อ่านเนื้อหาภายในหนังสืออย่างละเอียดเป็นครั้งแรก และได้พบกับเรื่องราวดีๆในหนังสือเล่มนั้น ที่มีการยกตัวอย่างของผู้ประสบความทุกข์ และวิธีการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมก่อเกิดเป็นกำลังใจขึ้นมา ผู้เขียนจึงเริ่มสวดมนต์ตามคำแนะนำของหลวงพ่อจรัญฯ ที่ปรากฏในหนังสือเล่มนั้น คือสวดตั้งแต่บทกราบพระ (อะระหังฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ) / สวดบทอิติปิโสฯ / สวดพาหุงมหากาฯ / สวดอิติปิโส เท่าอายุบวกหนึ่ง / แผ่เมตตา / แผ่ส่วนกุศล เสร็จแล้วจึงอธิษฐานจิตตามสิ่งที่ตนเองปรารถนา จากนั้นจึงปิดท้ายการสวดมนต์ด้วยพระคาถาชินบัญชร ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตเรียกการสวดมนต์ตามขั้นตอนต่างๆที่หลวงพ่อจรัญฯ แนะนำ ว่า การสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญฯ”

ในช่วงแรกที่เริ่มสวดมนต์ตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญฯ” ผู้เขียนเปิดหนังสือแล้วอ่านตามตัวอักษร ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงจะสวดจบครบสูตร โดยเฉพาะบทพาหุงมหากาฯ นั้น เคยท่องได้แต่เฉพาะบทแรกเพียงบทเดียวในสมัยเด็กๆ เพราะสวดมนต์เป็นประจำที่โรงเรียน ส่วนบทต่อๆไปที่ขึ้นต้นด้วย มาราติเรฯ- ทุคคาฯ อาจเคยได้ยินแว่วๆเวลาไปวัด แต่ไม่ใส่ใจ จึงไม่คุ้นหู และจำไม่ได้ในที่สุด ดังนั้นผู้เขียนจึงลงมือใช้ดินสอขีดเครื่องหมายแบ่งวรรคตอนลงในหนังสือเล่มนั้น โดยอาศัยบทพาหุงฯ บทแรกเป็นต้นแบบ ซึ่งหลังจากแบ่งวรรคตอนเรียบร้อยแล้ว จึงนำมาลองท่องดู ปรากฏว่าใช้ได้เลยทีเดียว พอมาถึงท่อนที่ขึ้นต้นว่า เอตาปิฯ เป็นต้นไป ผู้เขียนยิ่งไม่เคยได้ยินเลย ไม่มีต้นแบบว่าควรจะแบ่งวรรคตอนในการท่องจำอย่างไร จึงตัดสินใจแบ่งวรรคตอนเอาเอง โดยยึดความคล่องปากในการท่องจำเป็นหลัก

จากนั้นผู้เขียนจึงท่องจำบทสวดมนต์ตามที่ได้แบ่งวรรคตอนเอาไว้แบบนี้ทุกวัน แบบนกแก้วนกขุนทอง ติดต่อกันประมาณ 2 เดือน จึงคิดต่อไปถ้าสามารถท่องจำบทสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” นี้ได้โดยไม่เปิดหนังสือดูเลยน่าจะดี เพราะจะได้พนมมือไหว้พระอย่างเดียว ไม่ต้องถือหนังสือสวดมนต์ให้เมื่อย ถ้าอยากสัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบมากขึ้นก็สามารถปิดไฟสวดมนต์ได้ หากต้องไปค้างแรมที่อื่นแต่ลืมหยิบหนังสือสวดมนต์ไปด้วย ก็สามารถสวดมนต์ได้โดยไม่มีอุปสรรค ส่งผลให้การสวดมนต์สามารถกระทำได้ทุกเวลาทุกสถานที่ และมั่นใจว่าจะใช้เวลาในการสวดมนต์น้อยลง จึงเริ่มต้นตั้งใจที่จะสวดมนต์โดยไม่เปิดหนังสือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สำหรับบทสวดอรหังฯและบทสวดอิติปิโสฯนั้นผู้เขียนสวดได้อยุ่แล้ว เพราะสวดมาตั้งแต่เด็กๆสมัยเรียนหนังสือ ดังนั้นผู้เขียนจึงเริ่มต้นท่องจำที่บทสวดพาหุงมหากาฯ เป็นอันดับแรก ท่องไปท่องมา จำได้บ้างลืมบ้าง ต้องเปิดหนังสือดูบ้าง

ต่อมาในปี ๒๕๕๒ แม่ของผู้เขียนซึ่งขณะนั้นมีอายุกว่า ๘๐ ปี มาพักอยู่ที่บ้านที่จังหวัดเลยด้วยระยะหนึ่ง พอมีโอกาสจึงคุยกับแม่ว่า ผู้เขียนกำลังจะท่องบทสวดพาหุงมหากาฯ อยู่ แต่ยังจำได้ไม่หมดเสียที ได้บทโน้นลืมบทนี้ แม่บอกว่าพาหุง ๘ บทน่ะหรือ แม่ท่องได้ แล้วแม่ก็ท่องให้ฟัง แต่คำที่สะดุดหูผู้เขียนมากที่สุดคือ “พาหุง ๘ บท” ผู้เขียนจึงนำหนังสือสวดมนต์มาเปิดดูแล้วนับตาม พอว่ามี ๘ บทจริงๆแต่ละบทมีคำซ้ำกันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงคิดว่า ถ้าจำบทสวดท่อนต้นๆได้จะสามารถท่องทั้งหมดได้เร็วขึ้น จึงนำปากกามาจดบทสวดที่ไม่ซ้ำลงในกระดาษ

บทที่ ๑ พาหุงฯ บทที่ ๒ มาราฯ บทที่ ๓ นาฬาฯ บทที่ ๔ อุกขิตฯ บทที่ ๕ กัตตะฯ บทที่ ๖ สัจจังฯ บทที่ ๗ นันโท บทที่ ๘ ทุคคาฯ

จากนั้นจึงนำกระดาษแผ่นเล็กๆแผ่นนั้นติดตัวตลอดเวลา เมื่อใดที่ทบทวนบทสวดมนต์แล้วนึกไม่ออกหรือติดขัด ผู้เขียนจะหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดูทันที ส่วนวิธีท่องจำของผู้เขียนคือ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ และบทที่ ๒ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ และ ๒ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๓ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๓ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๔ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๔ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๕ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๕ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๖ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๖ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๗ เมื่อท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๗ โดยไม่ต้องเปิดหนังสือได้คล่องแล้ว ให้ท่องจำบทที่ ๑ ถึง ๘

ผู้เขียนใช้เวลาไม่นานก็สามารถท่องจำบทพาหุงฯ ๘ บทได้ ส่วนบทสวดตั้งแต่คำว่า เอตาปิ ถึง ปะทักขิเณ นั้น ทุกวันนี้ผู้เขียนยังไม่รู้ตัวเลยว่าจำได้อย่างไร เพราะไม่มีหลักในการท่องจำ ไม่มีคำสัมผัส ไม่มีคำซ้ำๆจึงอาศัยท่องแบบนกแก้วนกขุนทองไปทุกวันๆ จึงคล่องปากและจำได้เอง และเมื่อถึงบทสวดที่ขึ้นต้นด้วย ภะวะตุ ถึง สัพพะสังฆานุภาเรนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ผู้เขียนก็ใช้หลักการท่องจำแบบเดียวกับ “พาหุงฯ ๘ บท”

ส่วนพระคาถาชินบัญชรนั้น จริงๆแล้วผู้เขียนตั้งใจจะสวดมาให้ได้ตั้งนานแล้ว โดยเริ่มสวดมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ แต่กว่าจะมาสวดจนคล่องปากและจำได้โดยไม่ต้องเปิดหนังสือก็ล่วงเข้าไปถึงปี ๒๕๕๐ ใช้เวลาถึง ๑๓ ปี คงจะเป็นเพราะ “เมื่อไม่เห็นทุกข์จึงไม่เห็นกรรม” นั่นเอง

หลังจากท่องจำบทสวดมนต์ได้แล้ว ทำให้การสวดมนต์ตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญฯ”ของผู้เขียนใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จากเดิมที่เคยใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง

ในช่วงวันที่ ๓-๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปถือศีลปฏิบัติธรรมอย่างเต็มรูปแบบในหลักสูตร ๗ วัน ที่วัดอัมพวัน เป็นครั้งแรก หลังจากที่ได้สวดมนต์ตามสูตร “หลวงพ่อจรัญ”มาก่อนหน้านี้เกือบสองปี

ผู้เขียนไปถึงวัดในวันโกน (ก่อนวันพระ ๑ วัน) ตามระเบียบปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมของวัดอัมพวันที่กำหนดไว้ว่า ผู้ประสงค์อยู่ปฏิบัติธรรม ๗ วัน ให้ไปถึงวัดในวันโกน ก่อน ๑๖.๐๐ น. ผู้ประสงค์อยู่ปฏิบัติธรรม ๓วัน ให้ไปถึงวัดในวันศุกร์ ก่อน ๑๖.๐๐น. แต่สำหรับผู้ที่กำหนดช่วงเวลาให้ตรงตามระเบียบปฏิบัติไม่ได้จริงๆไปถึงวันไหนทางสำนักปฏิบัติธรรมฯก็จำเป็นต้องรับเข้าปฏิบัติธรรม เพราะเห็นว่าตั้งใจมาแล้ว แต่ก็จะถูกตำหนิ ว่าเป็นผู้ที่ไม่เคารพกฎระเบียบ

ผู้ที่มุ่งมั่นตั้งใจมาเพื่อปฏิบัติธรรมจะต้องรู้จักข่มใจ และทำใจให้ยอมรับคำตำหนินั้นให้ได้ เพราะเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ และขอให้คิดเสียว่าคำตำหนิที่เราได้รับ ถือเป็นด่านแรกของการทดสอบจิตใจ ว่าเราจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาและยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น หรือเราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ กับการดั้นด้นมาเพื่อหาคำตอบในแก่ชีวิต

หากจิตใจเรายอมรับคำตำหนินั้นได้ นั่นแสดงว่าเราคือผู้ชนะที่มองเห็นชัยชนะตั้งแต่ก้าวแรก แต่หากเรารู้สึกโกรธ ไม่พอใจ หงุดหงิดใจ ไม่สบายใจ นั่นแสดงว่าเราคือผู้แพ้ที่มองเห็นความพ่ายแพ้ตั้งแต่ก้าวแรกเช่นเดียวกัน

ในครั้งนั้นผู้เขียนพร้อมกับผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่นๆรวมกว่า ๑,๐๐๐ คน ได้รับกรรมฐาน ได้รับฟังคำชี้แนะแนวปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ จากหลวงพ่อจรัญฯ และเมื่อนึกถึงรูปแบบการปฏิบัติธรรมที่เคยลงมือปฏิบัติตามแนวทางของวัดต่างๆมาบ้างแล้ว และนำมาเปรียบเทียบกัน ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าแนวทางการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ที่มีการสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธินี้ ถูกกับจริตของผู้เขียนที่สุด

นอกจากนี้คุณแม่ชีที่สอนสวดมนต์และทำสมาธิได้กรุณาให้สติกับผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายว่า ผู้ประสงค์จะปฏิบัติธรรม อย่ามัวเสียเวลาไปกับการลองฝึกกับวัดโน้นทีวัดนี้ที สำนักโน้นทีสำนักนี้ที เพราะหากเห็นว่าแนวทางของที่ใดถูกกับจริตของตนเอง ขอให้มุ่งปฏิบัติ โดยยึดแนวทางนั้นไปแนวทางเดียว จะได้ไม่เสียเวลา และจะเกิดประโยชน์ จึงเป็นที่มาของความมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ของผู้เขียน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เป็นที่น่าเสียดายว่าเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปร่วมปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันในปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อมีอายุกว่า ๘๐ ปีแล้ว จึงไม่สามารถพูดคุยหรือตอบปัญหากับลูกศิษย์ได้โดยตรง เพราะท่านไม่ค่อยสบายเนื่องจากอาการเส้นเสียงอักเสบ อันมีผลมาจากการที่ท่านได้เทศน์โปรดลูกศิษย์มาเป็นเวลานานมากแล้วนั่นเอง ดังนั้นในบางโอกาส ผู้เขียนจึงอาศัยการฟังเสียงคำสอนของหลวงพ่อจรัญจาก CD ซึ่งบันทึกเสียงการเผยแพร่ธรรมะของท่านเอาไว้ในช่วงที่ท่านยังแข็งแรงอยู่

สำหรับการเดินจงกรมและนั่งสมาธิ หลวงพ่อจรัญและคุณแม่ชีซึ่งเป็นอาจารย์สอน จะแนะนำและย้ำเสมอว่า เมื่อกลับไปบ้านแล้วอย่าหยุดปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะเห็นผล จะเกิดผลดีต่อผู้ปฏิบัติเอง เมื่อเริ่มปฏิบัติ หากกำหนดเวลาเดินจงกรมไว้กี่นาที จะต้องกำหนดเวลานั่งสมาธิให้เท่ากับเวลาเดินจงกรม หรืออย่างน้อยขอให้ปฏิบัติดังนี้ คือเดินจงกรมให้ได้ ๓๐ นาที นั่งสมาธิให้ได้ ๓๐ นาที

เมื่อผู้เขียนกลับไปปฏิบัติเองที่บ้าน ปรากฏว่าการเดินจงกรมในระยะเวลา ๓๐ นาที ไม่มีปัญหา แต่การนั่งสมาธิในระยะเวลา ๓๐ นาที กลับมีปัญหา เพราะขณะที่นั่งสมาธิยังไม่ครบเวลา ๓๐ นาที ผู้เขียนจะรู้สึกหายใจไม่ออก จนต้องหยุดนั่งสมาธิ ถึงแม้จะพยายามแล้วก็ยังทำไม่ได้ สาเหตุอาจเป็นเพราะยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง และยังไม่ได้พยายามถึงที่สุดนั่นเอง

ดังนั้น ผู้เขียนจึงตัดสินใจที่จะใช้เวลาในการเดินจงกรม ๑๕ นาที ต่อด้วยการนั่งสมาธิ ๑๕ นาที เพราะจากการปฏิบัติหลายๆครั้ง ผู้เขียนรับรู้ได้ว่าร่างกายของผู้เขียนจะมีสมาธิในระยะเวลาไม่ถึง ๓๐ นาที ในใจก็นึกอายอยู่เหมือนกันว่า ทำไมถึงทำได้เพียงเท่านี้ แต่ก็กลับมาคิดว่าถ้าระยะเวลา ๑๕ นาที เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมกับจริตของตนเอง ก็ควรจะฝึกฝนในระยะเวลาเท่านี้ไปก่อน เมื่อรู้สึกชินแล้วจึงค่อยๆเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆจนได้ตามเป้าหมาย ซึ่งน่าจะได้ผลดีกว่า เพราะหากแน่ใจจนเกินไป เพื่อนั่งสมาธิให้ได้ ๓๐ นาที แต่ใจไม่สงบ ไม่มีสมาธิ ก็ไม่เกิดประโยชน์ ผู้เขียนจึงยอมรับกับตนเองว่า ขณะนี้ (กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) ผู้เขียนมีความอดทนและสามารถทำได้เพียงแต่เดินจงกรม ๑๕ นาที นั่ง ๑๕ นาทีเท่านั้น เพราะถ้านั่งสมาธินานไปกว่านี้ ผู้เขียนจะรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก แต่ก็สัญญากับตนเองว่า จะพยายามฝึกฝนและเพิ่มเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเข้าสู่เวลามาตรฐานที่ควรจะทำให้ได้ คือเดินจงกรม ๓๐ นาที นั่งสมาธิ ๓๐ นาที หรือถ้าจะให้ดีต้องเดินจงกรมให้ได้หนึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิให้ได้หนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

ผู้เขียนขอกำหนดนิยามตามความคิดเห็นส่วนตัว สำหรับผู้ที่หันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมว่า “เป็นคนใฝ่ดี” มากกว่า “เป็นคนดี” เพราะคนดีตามความคาดหวังของบุคคลทั่วไป ต้องดีพร้อมทุกขณะจิต แต่คนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ เพราะคนในกลุ่มบางคน หรืออาจจะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงผู้เขียนด้วย ล้วนแล้วแต่ยังเป็นผู้ที่ถูกรายล้อมไปด้วยกิเลสสามเกลอ คือ โลภ โกรธ หลง ด้วยกันทั้งนั้น

การหันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมของผู้เริ่มต้น จึงเป็นเพียงเพื่อต้องการทำความดี เพื่อชำระล้างกิเลสที่ครอบงำจิตใจให้เหลือน้อยลง ดังนั้นการด่วนสรุปว่า ผู้ที่หันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมเป็นคนดี ที่จะต้องไม่โลภไม่โกรธไม่หลง จะต้องอดทนกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ทั้งหมด คงไม่ถูกต้องนัก ผู้เขียนไม่อยากให้บุคคลทั่วไปที่ได้มีโอกาสพบปะเจรจากับผู้ที่หันหน้าเข้าวัด ถือศีลปฏิบัติธรรม แล้วสัมผัสได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นยังคงแสดงอาการโลภโกรธหลงออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ จนก่อเกิดเป็นคำถามขึ้นในใจของบุคคลทั่วไปว่า ทำไมผู้ที่หันหน้าเข้าวัดเพื่อถือศีลปฏิบัติธรรมเหล่านั้น จึงยังคงเป็นเช่นนั้น จึงยังคงเป็นเช่นนี้

บุคคลทั่วไปควรตระหนักถึงความเป็นจริงข้อหนึ่งว่า ผู้ที่หันหน้าเข้าวัดเพื่อถือศีลปฏิบัติธรรมแต่ยังคงแสดงออกซึ่งอาการดังกล่าว ย่อมหมายถึงบุคคลผู้นั้นยังไม่บรรลุการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง จึงยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ข่มใจ และสกัดกั้นกิเลสสามเกลอ อันประกอบด้วย โลภ โกรธ หลง มิให้ทะลักล้นออกมาภายนอกได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่า การที่ผู้ที่หันหน้าเข้าวัดถือศีลปฏิบัติธรรมว่า “เป็นคนใฝ่ดี” น่าจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดหวังที่อาจจะเกิดจากความคาดหวังของบุคคลทั่วไป

จากการที่ผู้เขียนสวดมนต์ตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ผู้เขียนสังเกตและรู้สึกได้ว่า ชีวิตของผู้เขียนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่สัมผัสและรับรู้ได้ด้วยตัวเอง และยิ่งเมื่อผู้เขียนได้นมัสการหลวงพ่อจรัญ มีโอกาสเข้ารับการฝึกปฏิบัติธรรม ตลอดจนมีโอกาสได้รับกรรมฐานจากหลวงพ่อจรัญ มีการสวดมนต์และทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้รับคือมีความจำดีขึ้น มีสติมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น สามารถวิเคราะห์และอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น สามารถเชื่อมโยงความคิดจากประสบการณ์จริงและจากการอ่าน เพื่อหาคำตอบหรืออธิบายความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น สามารถนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกมาในรูปแบบของงานเขียนเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ได้มากขึ้น สามารถลดละทิฐิได้เร็วขึ้น ฯลฯ

ส่วนประสบการณ์ทางวิญญาณที่เกิดจากการสวดมนต์และทำสมาธิตาม “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ผู้เขียนยังไม่เคยพบไม่เคยเห็นอะไรทั้งสิ้น พบแต่เพียงการพัฒนาด้านความคิด สติปัญญา ที่สำคัญผู้เขียนพบกับอานิสงส์ของการสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ที่สามารถลดระดับความรุนแรงของปัญหาต่างๆลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

ตามปกติผู้เขียนต้องขับรถยนต์ไปไหนมาไหนคนเดียวเป็นประจำ โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างที่ทำงานกับบ้านแม่ คือจังหวัดสระบุรีถึงอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ระยะทางประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตน ผู้เขียนเลือกวิธีสร้างความมั่นใจในการขับรถยนต์ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือภยันตรายต่างๆด้วยการสวดมนต์ตามสูตร “หลวงพ่อจรัญ” ต่อด้วยคาถาป้องกันภัย ๑๐ ทิศ ที่ขึ้นต้นด้วยบูรพารัสมิงฯ ในระยะทางไม่เกิน ๓๐ กิโลเมตรแรก หลังจากสวดมนต์จบ ผู้เขียนจะเปิดเพลงฟังด้วยความสบายใจ เพราะมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า คุณพระคุณเจ้าจะคุ้มครองปกปักรักษา และขจัดปัดเป่าภยันตรายไม่ให้เกิดขึ้นกับผู้เขียนได้ ทั้งนี้ผู้เขียนได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทด้วย คือไม่ขับรถเร็วเกินไป เครารพกฎจราจร มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทาง ผู้เขียนจะขอนำตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผู้เขียนประสบด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟัง

เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในขณะที่ผู้เขียนเดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่เขยที่จังหวัดมหาสารคาม และไปเยี่ยมเยียนน้องสาวที่จังหวัดยโสธร ก่อนออกเดินทาง ๑ วัน ผู้เขียนได้นำรถยนต์ไปตรวจสภาพความพร้อมก่อนออกเดินทาง ตามที่ทางราชการได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติทุกครั้งหากต้องเดินทางไกล

วันรุ่งขึ้น ผู้เขียนขับรถออกจากที่พักในจังหวัดสระบุรี แวะเติมก๊าซ NGV ที่สถานีบริการแก่งคอยจังหวัดสระบุรี เติมก๊าซเสร็จ ผู้เขียนก้มลงดูใต้ท้องรถยนต์ เห็นว่ามีน้ำไหลออกจากเครื่องยนต์มากผิดปกติ ลักษณะการไหลไม่ใช่การไหลของน้ำแอร์ สันนิษฐานเบื้องต้นว่าคงเกี่ยวกับหม้อน้ำ จึงขับรถออกจากสถานีบริการ แวะร้านซ่อมหม้อน้ำรถยนต์ริมทาง จากการตรวจสอบปรากฏว่า สายยางหม้อน้ำรถยนต์รั่ว จึงจัดการเปลี่ยนท่อน้ำหม้อน้ำรถยนต์ให้เรียบร้อย แล้วออกเดินทางต่อไปจนถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้เขียนจึงคิดว่า หากขับรถยนต์ไปไกลกว่านี้แล้วมีปัญหาเรื่องหม้อน้ำกลางทางโดยที่เราไม่รู้ตัว ความยุ่งยากและปัญหาสารพัดจะเกิดขึ้นอีกมากมาย ไหนจะต้องหาร้านซ่อมหม้อน้ำ ไหนจะต้องหารถมาลากเพื่อนำรถยนต์ไปซ่อมที่ร้านหม้อน้ำ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเหมือนมีอะไรมาดลใจให้ผู้เขียนก้มลงไปดู และเห็นความผิดปกติของรถยนต์ก่อนที่จะแล่นไปไกลจนเกิดความเสียหายที่รุนแรงมากกว่านี้ จะต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาต่างๆมากกว่านี้

อีกเหตุการณ์หนึ่ง ผู้เขียนขับรถยนต์ไปรับพี่สาวที่เข้ารับการผ่าตัดจากโรงพยาบาลศิริราช เพื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ระหว่างทางขณะที่ผู้เขียนขับรถยนต์อยู่บนถนนราชพฤกษ์ปรากฏว่าอยู่ๆเครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น จึงมองไปที่เข็มวัดความร้อนในรถยนต์ พบว่าเข็มวัดความร้อนอยู่บริเวณจุดสูงสุด ผู้เขียนจึงจอดรถยนต์เข้าข้างทาง และบอกให้พี่สาวนั่งแท็กซี่กลับบ้านไปก่อน สักพักใหญ่ฯ มีรถบริการซ่อมรถยนต์เคลื่อนที่มาช่วยดู ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า หม้อน้ำแห้ง ช่างจึงนำน้ำมาเติมให้ ตอนแรกพัดลมหม้อน้ำยังคงหมุน พอช่างชุดนี้มาดูหม้อน้ำ ปรากฏว่าพัดลมเกิดไม่หมุน ผู้เขียนเกิดอาการ “จิตตก”คิดไปเองว่าช่างอาจกลั่นแกล้ง เนื่องจากเห็นเราเป็นผู้หญิงมาคนเดียว เพราะเคยได้ยินมาว่ารถยนต์บางคันเสียนิดเดียว แต่ช่างถอดนั่นถอดนี่ออกมากองนอกรถ แล้วบอกว่าตรงโน้นตรงนี้เสีย หมดค่าซ่อมหลายหมื่น เลยกลัวถูกหลอกเหมือนที่เคยได้ยินได้ฟังมา จึงถามว่า “เมื่อสักครู่พัดลมยังหมุนอยู่แล้วคุณไปทำอะไร พัดลมจึงไม่หมุน” ช่างทั้งสองมองหน้าผู้เขียนแบบงงๆ จากนั้นผู้เขียนจึงกล่าวขอบคุณและตัดบท บอกว่า “ไม่เป็นไร กำลังติดต่อช่างประจำมาดูให้” ช่างชุดนั้นจึงขับรถจากไป

ระหว่างนั้นผู้เขียนจึงติดต่อช่างซ่อมรถยนต์ที่เคยซ่อมกันเป็นประจำ โดยแจ้งอาการทางโทรศัพท์ ช่างประจำบอกว่าอาการที่เกิดขึ้นกับรถยนต์เป็นอาการเกี่ยวกับหม้อน้ำแห้ง ช่างประจำบอกให้ผู้เขียนรอเพื่อให้เครื่องยนต์เย็นสักพัก จากนั้นนำน้ำมาเติมหม้อน้ำให้เต็ม แล้วขับมาที่อู่ในซอยทุ่งมังกร เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งจาก ๒ เหตุการณ์ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่าเป็นเพราะอานิสงค์ของการสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” ที่สามารถระดับความรุนแรงของปัญหาต่างๆลงได้อย่างน่าอัศจรรย์

บางท่านที่ได้อ่านเรื่องราวที่ผู้เขียนนำมาถ่ายทอดนี้ อาจนึกไปว่าเป็นเรื่องของความงมงาย อาจนำไปว่าเป็นเรื่องของความบังเอิญ ซึ่งไม่ผิดอะไรเพราะเป็นการมองต่างมุม แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ผู้เขียนเลือกที่จะเชื่อว่าเป็นเรื่องของอานิสงค์จากการสวดมนต์ “สูตรหลวงพ่อจรัญ” เพราะเชื่อมั่นและศรัทธาในเมตตาบารมีของหลวงพ่อจรัญ และที่สำคัญ ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า อย่างน้อยการที่ตนเองมีความเชื่อในรูปแบบนี้ มีแต่เรื่องดี ไม่มีเรื่องร้าย มีแต่เรื่องได้ ไม่มีเรื่องเสีย มีแต่เรื่องบวก ไม่มีเรื่องลบ

การบรรจงเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นงานเขียนเรื่องนี้ เป็นผลจากการที่ได้มีโอกาสสวดมนต์ตามสูตรหลวงพ่อจรัญ และทำสมาธิตามหลักสติปัฏฐาน ๔ จนก่อเกิดเป็นปัญญาอย่างแท้จริง ส่วนความพยายามในการทำสมาธิของผู้เขียน ถึงแม้จะยังไม่ส่งผลถึงขั้นอ่านใจคนออก ถึงแม้จะยังไม่ส่งผลถึงการรู้อดีตชาติของตน ถึงแม้จะไม่ยังขั้นรู้จักเจ้ากรรมนายเวรขอกงตนฯลฯ แต่หากผลของการสวดมนต์ตามสูตรหลวงพ่อจรัญ และทำสมาธิตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ทำให้ผู้เขียนรู้จักผิดชอบชั่วดีอย่างถูกต้องแท้จริง มีเหตุมีผล มีความเชื่อมั่นศรัทธาในผลของการทำความดี มีความมุ่งมั่นที่จะไขว่คว้าโอกาสในการคิดดีทำดีอย่างสม่ำเสมอ มีการค้นพบศักยภาพในตัวเองที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าในชีวิตนี้จะสามารถเขียนหนังสือหรือถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆให้ผู้อื่นอ่านได้ จึงนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งที่ได้มีโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆที่ได้พบเห็นได้สัมผัสด้วยตนเองให้ผู้อื่นได้ร่วมรับรู้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องราวนี้ คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย แม้จะเป็นเพียงการให้ที่เล็กน้อย เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการให้ของผู้อื่นที่มีศักยภาพมากกว่า แต่การดำรงตนเป็น “ผู้ให้”ของผู้เขียนในครั้งนี้ เป็นการฝึกฝนตนเองไม่ให้เป็นผู้รับแต่เพียงฝ่ายเดียวนั่นเอง

นางสาวจุฑามาศ จิเจริญ
นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี

บทสวดมนต์ประจำวันตามแนวทางหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม สวดทุกวันเจริญทุกวัน


อานิสงส์แรง!! "สวดมนต์ตามแนงทางคำสอน ของ หลวงพ่อจรัญ สวดทุกวัน เจริญทุกวัน ทันตาเห็น ! ----------------------- บทสวดมนต์ประกอบไปด้วย : 1.บทสวดนมัสการพระรัตนตรัย 2.บทกราบพระรัตนตรัย 3.ถวายพรพระ ( อิติปิ โสฯ) 4.พุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) 5.ชัยปริตร (มหาการุณิโก) 6.ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง 7.คำแผ่เมตตา (อิมินา) ♦ ผู้จัดทำได้เรียบเรียงบทสวดสำคัญๆ ตามแนวทางหรือตามสูตรของ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม หรือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ♦ บันทึกเสียงสวดคมชัด พร้อมใส่คำสวดเป็นตัวอักษรลงไปในวีดีโอ เพื่อให้ผู้ที่สวดใหม่ ได้รับความสะดวก สามารถอ่านตามได้เลย ♦ ขออนิสงค์ที่ผู้สวดได้ร่วมกันใช้วีดีโอชุดนี้สวดเพื่อถือศีลปฎิบัติ สวดภาวนา และทำสมาธิกรรมฐาน อุทิศแด่ครูอาจารย์,หลวงพ่อจรัญ,คุณบิดามารดา,รุกขเทวดาและสรรพสัตว์ ทั้งหลาง ได้รับอาินสงค์แห่งการสดมนต์ภาวนานี้ด้วยเถิด ♦ และขอให้ท่านผู้สวดทั้งหลายได้อานิสงค์แห่งผลบุญจาการสวดภาวนา ถือศีล ปฎิบัติกรรมฐาน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ เจริญในศีล เจริญในธรรม สาธ สาธุ สาธุ ---------------------------------- ช่องทางในการติดตามกระผมผู้จัดทำสื่อคลิปวิดีโอ เผยแผ่ธรรมะพุทธศาสนาได้ตามช่องทางนี้นะครับ เว็บไซต์พลังบุญพลังธรรม https://palangbun.blogspot.com/ Facebook พลังบุญพลังธรรม https://www.facebook.com/palangbun YouTube Channel : thaweesak451 www.youtube.com/user/thaweesak451

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

บทสวดมนต์..พระคาถา "ชินบัญชร" สวด 9 รอบ เสียงคมชัดก้องกังวาลเพิ่มสมาธิการสวดมนต์



มงคลคาถา #ชินบัญชร สวด 9 รอบ..ชุดนี้ผู้จัดทำได้ทำการบันทึกเสียงให้คมชัดขึ้น พร้อมใส่คำบรรยายของพระคาถาลงไปในคลิปวีดีโอเพื่อให้ท่านผู้ปฏิบัติธรรมได้ใช้สื่อนี้ ในการนำสวดได้อย่างสะดวกขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่สวดมนเต์ป็นประจำและท่านผู้ที่กำลังเริ่มหัดสวดสามารถใช้คลิปวีดีโอนี้ช่วยในการสวดให้มีสมาธิมีพลังในพระคาถาดียิ่งขึ้น ผู้จัดทำหวังว่าวีดีโอชุดนี้จะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในการสวดมนต์เพื่อเสริมมงคลชีวิตและในการปฏิบัติธรรม ถือศีล ภาวนา สาธุในธรรมอันประเสริฐ เจริญสุข เจริญธรรมในการสวดภาวนาและถือศีลทุกท่าน ข้าพเจ้าผู้จัดทำขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญที่พึงมีพึงได้จากการจัดทำสื่อวีดีโอชุดนี้แด่ท่านพระอาจารย์ผู้นำสวด ขออธิษฐานจิตน้อมขอบารมี พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าดลบันดาล ให้ท่านพระอาจารย์มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เป็นองค์พระผู้ สืบสานเผยแพร่พุทธศาสนาต่อไป สาธุ สาธุ สาธุ ช่องทางในการติดตามกระผมผู้จัดทำสื่อคลิปวิดีโอเผยแผ่ธรรมะพุทธศาสนาไม่ตามช่องทางนี้นะครับ เว็บไซต์พลังบุญพลังธรรม https://palangbun.blogspot.com/ Facebook พลังบุญพลังธรรม https://www.facebook.com/palangbun YouTube Channel : thaweesak451 https://www.youtube.com/user/thaweesa... =============================== #ชินบัญชร 9 จบ, #ชินบัญชร เพลง, #ชินบัญชรย่อ, #ชินบัญชร 9 จบ อานิสงส์, #ชินบัญชร108, #ชินบัญชรก่อนนอน, ชินบัญชรเพราะๆ, ชินบัญชรถอยหลัง, ชินบัญชรคาถา, ชินบัญชร 1 จบ, ชินบัญชร ย่อ, ชินบัญชร ก่อนนอน, ชินบัญชร กาพย์ยานี, ชินบัญชร กลับหลัง, ชินบัญชร ขอม, ชินบัญชร ความหมาย, ชินบัญชร คําอ่าน, ชินบัญชร คาราโอเกะ, ชินบัญชร คณาคํา, ชินบัญชร คาถา, อ.คฑา ชินบัญชร 2562, คฑา ชินบัญชร, คําสวด ชินบัญชร, ชินบัญชร จีน, ชินบัญชร 108 จบ, ชินบัญชร 10 จบ, ชินบัญชร 59 จบ, ชินบัญชร 5 จบ, ชินบัญชร ฉบับทอง, ชินบัญชร ฉบับเต็ม, ชินบัญชร ช้า, ชินบัญชร ชินกร ไกรลาศ mp3, สวดมนต์ ชินบัญชร ชินกร ไกรลาศ, ชุมนุมเทวดา ชินบัญชร, ชินบัญชร ดนตรี, อ.คฑา ชินบัญชร ดูดวงรายวัน, คฑา ชินบัญชร ดวง 2561, ชินบัญชร - พาหุง (ดนตรีประกอบ), ชินบัญชร ต้นฉบับ, ชินบัญชร ถอยหลัง, ชินบัญชร ทํานอง, ชินบัญชร ทํานองไพเราะ, ชินบัญชร ธิเบต, ชินบัญชร ทํานองเพลง, ชินบัญชร ทํานองสรภัญญะ, ชินบัญชร ทํานองอินเดีย, ชินบัญชร ทํานองเสนาะ, ทําน้ํามนต์ ชินบัญชร, ชินบัญชร 8 ทิศ, ธรรมะ ชินบัญชร, ชินบัญชร บทสวด, ชินบัญชร บทสวด mp3, ชินบัญชร บาลี, ชินบัญชร บทสั้น, บทสวดพาหุง ชินบัญชร, บทสวดมนต์ ชินบัญชร เพราะๆ, บท ชินบัญชร, บทสวดก่อนนอน ชินบัญชร, ชินบัญชร 15 บท, บทสวดมนต์ก่อนนอน ชินบัญชร, ชินบัญชร ประกอบดนตรี, ชินบัญชร ประวัติ, ชินบัญชร ประสบการณ์, ชินบัญชร ผู้หญิง, ชินบัญชร ฝึก, ฝันว่าสวดมนต์ ชินบัญชร, ชินบัญชร พร้อมคําอ่าน, ชินบัญชร พาหุง มหากา, ชินบัญชร พระสวด, ชินบัญชร พร้อมแปล, ชินบัญชร พาหุง, ชินบัญชร พร้อมคําแปล, ชินบัญชร พระสังฆราช, ชินบัญชร พุทธคุณ, ชินบัญชร พูด, ชุมนุมเทวดา ชินบัญชร พาหุง, ชินบัญชร ฟังก่อนนอน, ฟังบทสวดมนต์ ชินบัญชร, ฟังสวด ชินบัญชร, ชินบัญชร ภาษาอังกฤษ, ชินบัญชร มคธ, พาหุง มหากา ชินบัญชร, พาหุง มหาการุณิโก ชินบัญชร, บทสวดพาหุง มหากา ชินบัญชร, ชินบัญชร ย้อนหลัง, ชินบัญชร ลังกา, อาจารย์คฑา ชินบัญชร ล่าสุด, ชินบัญชร วัดระฆัง, ชินบัญชร วัดอินทรวิหาร, ชินบัญชร สมเด็จโต, ชินบัญชร สั้น, ชินบัญชร สังฆราช, ชินบัญชร สรภัญญะ, ชินบัญชร สมเด็จญาณ, ชินบัญชร สรภัญญะ mp3, ชินบัญชร สวด, ชินบัญชร สวดเพื่อ, ชินบัญชร สวดตอนไหน, ชินบัญชร สวดกี่จบ, ชินบัญชร หัดสวด, ชินบัญชร หญิง, ชินบัญชร หลวงพ่อจรัญ, ชินบัญชร หลวงพ่อโต, ชินบัญชร หลวงปู่ทิม, ชินบัญชร หลวงปู่สอ, หมอคทา ชินบัญชร, ชินบัญชร อ่าน, ชินบัญชร อาจารย์ยอด, ชินบัญชร อิติปิโส, ชินบัญชร อานิสงส์, ชินบัญชร อานุภาพ, ชินบัญชร อ่านว่า, ชินบัญชร 59, ชินบัญชร 99 จบ, สวดมนต์ ชินบัญชร 9จบ, ชินบัญชร 9