ทำไมต้องรู้จักกับความทุกข์ ธรรมะเปิดปัญญา โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
ทำไมต้องรู้จักกับความทุกข์ ท่านพุทธทาสบรรยายธรรมไว้ว่า สิ่งแรกที่สุดที่คนเราจะต้องรู้จัก และศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติกรรมฐานภาวนาในพระพุทธศาสนานั้น สิ่งนั้นก็คือความทุกข์
ไม่รู้ทุกข์ก็ให้ผู้อื่นเป็นคนบอก
คนเราเลยไม่รู้ว่าจะตั้งต้นอย่างไร ไม่มีปัญหา แล้วจะสะสางอะไร ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ จะไปหาหมอหรือหาการเยียวยารักษาทำไม สิ่งที่จะต้องมีปรากฏอยู่ในใจก็คือสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์เป็นสิ่งแรก ท่านอาจจะรู้สึกด้วยตนเองก็ได้ว่าความทุกข์เป็นอย่างไร แต่มันคงจะไม่สมบูรณ์ไม่หมด ดังนั้นจึงต้องให้ผู้อื่นช่วยบอกให้
ข้อนี้ก็ตรงกับพระพุทธภาษิตที่ว่า แต่ก่อนโน้นก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี ตถาคตบัญญัติแต่เฉพาะเรื่องความทุกข์ กับเรื่องความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น พระองค์ตรัสว่า จะบัญญัติ (คือพูด คือกล่าว คือสอนแนะนำ แต่งตั้งอะไรก็ตาม) เฉพาะเรื่องทุกข์กับเรื่องความดับทุกข์ สังเกตว่าจะมีคำว่าทุกข์มาเป็นเรื่องแรก
การที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า “ต้องให้ผู้อื่นช่วยบอกให้ (ว่าเป็นทุกข์)” ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพว่ามีด้วยหรือที่คนเราจะไม่เห็นว่าสิ่งนี้เป็นทุกข์จนกระทั่งต้องมีคนอื่นมาบอก
สมัยพุทธกาลมีเจ้าหญิงเลอโฉมมากนางหนึ่ง เมื่อได้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุณีในสำนักของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้ หลงใหลในรูปโฉมของตน เพราะมีความงดงามมาก ได้รับการยกย่องว่าเป็น ชนบทกัลยานี เทียบกับปัจจุบันคงคือตำแหน่งนางงาม
พระพุทธเจ้าทรงพระเมตตาให้เจ้าหญิงละจากการหลงในความงาม เพราะการยึดติดในรูปขันธ์ที่มองวาเป็นสุข แต่แท้จริงแล้วการยึดติดในรูปขันธ์นั้นเป็นทุกข์
พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตหญิงงามที่งามที่สุดในสามโลกให้คอยปรนนิบัติพระองค์ เจ้าหญิงจ้องมองพระเนตรไม่กระพริบ หญิงงามนางนั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็นหญิงชรา และตาย ร่างนั้นก็เน่าถูกแมลง สัตว์ และหนอนกัดกินจนเหลือแต่กระดูก
“อนิจจังหนอ” เจ้าหญิงเกิดวิชชาเข้าใจแล้วว่าการยึดติดในรูปขันธ์นั้นก็ไม่เที่ยง เราอาจทุกข์ หากวันหนึ่งผิวพรรณที่เคยสุกปลั่ง กลับแห้งมัวหมอง เส้นผมที่งามดำ จะกลายเป็นสีดอกเลา เจ้าหญิงพระองค์นี้ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไม่ยึดติดในรูปขันธ์อีกต่อไป
สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องรู้จักคือความทุกข์
ฉะนั้นเราควรจะต้องรับเรื่องนี้ให้ดี เราจึงได้มีหัวข้อเป็น ข้อที่หนึ่งว่า สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องรู้จักคือความทุกข์ ถ้าเก่งจริงรู้จักด้วยตนเองได้ รู้จักหมดก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่รู้จักพึงฟังดูว่า ควรจะมองอะไรในลักษณะที่เป็นทุกข์ นั้นว่าเป็นอย่างไร บางทีถึงกับมองกลับกัน เช่น เห็นสุขเป็นทุกข์ เห็นทุกข์เป็นสุข แต่โดยแท้จริงแล้วไม่เห็นทุกข์ เห็นสุขเป็นทุกข์นั้นมันก็จะโง่เกินไป จะเห็นทุกข์เป็นสุขนั่นแหละมักจะมีเสียเปล่า
ถ้าไม่มีความทุกข์ ก็ไม่ต้องมีพระพุทธศาสนา
สิ่งแรกที่สุดที่จะต้องรู้จักนั้น คือความทุกข์ เราจะมองกันในแง่นี้ก่อนว่า ถ้าไม่มีความทุกข์อยู่ในหมู่สัตว์โลกนี้ก็ไม่ต้องมีพุทธศาสนา พูดอย่างนี้ดีกว่า ถ้าในโลกมนุษย์ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่ต้องมีพุทธศาสนา หรือว่าไม่ต้องวิ่งมาหาพุทธศาสนา มาศึกษามาปฏิบัติ โดยเหตุที่มันมีความทุกข์อยู่ในหมู่มนุษย์ มันก็จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งที่จะแก้ไขความทุกข์นั้น นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าศาสนานั่นเอง
ประวัติศาสตร์แห่งความทุกข์
ถ้าจะดูกันตามประวัติศาสตร์ มันก็พูดได้ว่า เขารู้จักความทุกข์กันอย่างไร เขาก็หาทางแก้กันอย่างนั้น เขารู้จักความทุกข์กันเท่าไร มากน้อยเท่าไร เขาก็หาทางแก้กันเท่านั้น เขารู้จักความทุกข์กันสูงหรือต่ำอย่างไร เขาก็แก้กันได้เพียงเท่านั้น จนกว่ามันจะดีขึ้น ๆ สูงขึ้น ๆ มากขึ้น จนถึงกับรู้จักความทุกข์ถึงที่สุดจริง ๆ แล้วก็ดับความทุกข์ได้ถึงที่สุดจริง ๆ ไม่มีเหลือสำหรับจะให้ต้องแก้อะไรต่อไปอีก นี่มันเป็นมาอย่างนี้
ที่มา
เรียบเรียงจาก บรรยายธรรมประจำวันเสาร์ ภาคอาสาฬบูชา ชุด คู่มือที่จำเป็นในการศึกษาและปฏิบัติธรรม ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “สิ่งแรกที่จะต้องรู้จักนั้น คือความทุกข์” โดยท่านพุทธทาสภิกขุ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น